Ads Header

Pages

Friday, July 9, 2010

ตามรอยเส้นทางสายไหมที่ "เมืองตุนหวง"

เมืองตุนหวง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู ทางภาคตะวันตกของจีน เป็นเมืองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของจีน ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญจากจีนไปยังเขตซีอวี้ เอเชียกลางและยุโรป และเคยเป็นชุมทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต





ตุนหวง ในฐานะเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งในโลกของจีน ไม่เพียงแต่เป็นจุดแวะพักสำคัญแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายไหม ยังเป็นแหล่งบรรจบที่มีความสำคัญของอารยธรรมจีนกับอารยธรรมตะวันตก ตุนหวงลือชื่อในด้านถ้ำหินตุนหวงกับงานจิตรกรรมผนังถ้ำตุนหวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลก เช่น ถ้ำมั่วเกาคู ด่านอวี้เหมินกวน และด่านหยังกวนของกำแพงเมืองจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น


ศิลปวัฒนธรรมตุนหวงหรืออีกนัยหนึ่งศิลปวัฒนธรรมมั่วเกาคู ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งโลกบูรพา ณ ที่นั้นได้มีการรักษาถ้ำที่สร้างในศตวรรษที่ 4-10 รวม 735 แห่งไว้อย่างดี

ในถ้ำต่างๆ มีรูปปั้นหลากสีกว่า 3,000 รูป งานจิตรกรรมผนังถ้ำรวม 45,000 ตารางเมตร และสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง 5 แห่ง ซึ่งทำให้ผู้คนได้ดื่มด่ำในสุนทรียทางศิลปะ





นอกจากนั้นเมืองตุนหวงยังเป็นคลังทรัพย์สมบัติด้านเอกสารอีกด้วย มีเอกสารหลายภาษาซึ่งครอบคลุมถึงบริบทในด้านต่างๆ อาทิ การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ปรัชญา วรรณคดี ชนเผ่า ประเพณีพื้นเมือง ภาษา ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นต้น


ในปี 1987 องค์การยูเนสโกของสหประชาชาติได้จัดตุนหวงอยู่ในบัญชีรายชื่อรายการอนุรักษ์ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งโลก และในปี 1991 ได้มอบเอกสาร "มรดกทางวัฒนธรรมแห่งโลก" แก่เมืองตุนหวง







ถ้ำตุนหวง เป็นถ้ำหินพุทธศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดและลือชื่อที่สุดในจีน นอกจากนี้ ยังมีน้ำพุเยว่หยาเฉวียนที่ได้สมญานามว่า น้ำพุอันดับหนึ่งในทะเลทราย อีกทั้งยังมีภูเขาซันเวยซานซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของเมืองตุนหวงที่มี ชื่อเสียง ข้อมูลเพิ่มเติม CRI
Read more

"ซากอร์ส" บทสุดท้ายและการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต

ออกไปแสวงบุญเสียก่อนจะตาย คำนี้ช่างมีความหมายกินใจเราเหลือเกิน สถานที่แห่งความศักดิ์สิทธ์นั้นอยู่หนใด แล้วการเดินทางของเราก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันนี้


เมืองซากอร์ส (Zagorsk) อ่านป้ายแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด เพราะอีกไม่นานมันจะเต็มไปด้วยไอเสียจากรถยนต์แต่ละคันที่พร้อมสตาร์ท เครื่อง แล้วออกไปโลดแล่นตามท้องถนนในเช้าวันใหม่

เมืองซากอร์ส เป็นถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างศักดิ์สิทธ์ของรัสเซีย ตัวเมืองนั้นอยู่ห่างจากมอสโก ประมาณ 70 กิโลเมตร การที่จะเข้าเมืองนั้นคุณอาจต้องตื่นแต่เช้า ไม่อย่างนั้นคุณอาจถึงที่หมายสายเกินไปก็ได้





หลังจากที่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงเมืองอันเงียบสงบ คงเป็นเพราะยังเช้าอยู่ ไม่แน่นะหากสายไปกว่านี้อาจมีเสียงอึกทึกมากกว่านี้สักหน่อย มีคนบอกว่าเมืองนี้เปรียบเสมือนเมืองโบราณ นั่นก็คงเป็นความจริง เพราะเมืองซากอร์สได้เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-17

ด้วยความเก่าแก่ของตัวเมือง ซากอร์สจึงถือได้ว่าเป็นเมืองที่เหมาะแก่การมาแสวงบุญเป็นอย่างยิ่งค่ะ ภายในเมืองยังมีวิทยาลัยสอนศิลปะ สอนการร้องเพลงทางศาสนา สอนการวาดภาพไอคอน ภายในวิทยาลัยสงฆ์ที่มีบาทหลวง 400 รูป และนักศึกษา 100 คนเลยทีเดียว





จุดเริ่มต้นของการชมเมืองเราคงต้องเริ่มที่ โรงทาน (Refactory) นั้นถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ในคริสต์ศวรรษที่ 16

สำหรับภายในตกแต่งด้วยภาพนักบุญ สมัยพระนางแคทเธอรีนมหาราชได้ทรงดำรัสให้นำรูปภาพนักบุญจากช่างฝีมือมอสโค ชั้นเอกมาติดตั้งที่นี่ มีแท่นสำหรับประกอบพิธีของสังฆราชและสำหรับนักร้องสวด การสวดมนต์ของรัสเซียนั้นไม่มีดนตรีประกอบ จะใช้เสียงร้องอย่างเดียวเท่านั้น ชั้นล่างเป็นห้องครัว สำหรับทำอาหารให้ทานกับคนจน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เปิดเฉพาะฤดูหนาว

สถานที่ที่เราจะไปเยือนกันต่อไปนั้นก็คงเป็น โบสถ์อัสสัมชัญ (Assumption Cathedral) โบสถ์ที่มีความสวยงามมากของเมือง มีการสร้างในสมัยพระเจ้าอีวานเมื่อปี ค.ศ. 1559-1585 เลียนแบบมหาวิหารอัสสัมชัญที่จตุรัสวิหารแห่งเคลมลิน







ภายในนั้นตกแต่งด้วยภาพเฟลสโกและภาพไอคอน 5 ชั้น ที่สำคัญคือมีโลงศพไม้ที่นักบุญเซอร์เจียสทำขึ้นเอง ซึ่งตั้งอยู่ที่มุมขวาสุดของตัวโบสถ์ เปิดเฉพาะฤดูร้อน

ถัดจากการชมโบสถ์อัสสัมชัญอันสวยวิจิตรแล้ว มเราก็มาเยือนโบสถ์อีกหลัง ซึ่งก็คือ โบสถ์ โฮลีทรินิตี้ (Holy Trinity Monastery) สร้างในปี ค.ศ. เป็นโบสถ์แรกของเมืองซาร์กอร์ส สถาปัตยกรรมแบบยอดโดมหัวหอมสีทอง ภายในตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกและภาพไอคอน 5 ชั้น ที่สำคัญคือมีโลงศพเงินของนักบุญเซอร์เจียส ภายในบรรจุกระดูกของท่านที่ประชาชนศัทธาและจะเดินทางมาสักการะด้วยการจูบฝา โลงศพเงินที่ตั้งอยู่มุมด้านขวาสุดของตัวโบสถ์


จากนั้นแวะไปชม หอระฆัง (Bell Tewer) สร้าง ในสมัยพระนางแคเธอรีนมหาราช ที่ต้องการสร้างให้เหมือนหอระฆังที่จตุรัสวิหารแห่งพระราชวังเคลมลิน กรุงมอสโก แต่นี่สูงกว่า คือสูงถึง 98 เมตร ระฆังน้ำหนักแตกต่างกัน 20 - 80 ตัน

และแน่นอนว่าสถานที่ต่อไปนั้นเราจะต้องไม่ควรพลาด เพราะชื่อเสียงอันก้องโลกของเจ้าของสถานที่ในสมัยก่อนนั้น คุณอาจต้องรู้สึกสะพรึงกลัวได้ง่ายๆ วังพระเจ้าซาร์ (Tsar's Chambers) วังของกษัตริย์ที่มีการกล่าวในเรื่องของการปกครองอันโหด เหี้ยมและน่ากลัว

โดยวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1692 เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์ เวลาเสด็จมาทำพิธีทางศาสนา ปัจจุบันเป็นที่ประทับของสังฆราช เวลาเดินทางมาประกอบพิธีทางศาสนา (ปกติจำวัดที่กรุงมอสโก)

บทสุดท้ายของการเดินทาง เราขอแนะนำให้คุณไปยัง บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (Chapel Over the Well) ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าว่า ชายตาบอดเดินทางมาที่โบสถ์ แล้วค้นพบบ่อน้ำโดยบังเอิญ

ด้วยเหตุใดไม่ทราบหลังจากนำน้ำมาล้างหน้า ความศักดิ์สิทธิ์ทำให้ชายตาบอดมองเห็นได้ น้ำในบ่อเป็นน้ำที่ซึมมาเองตามธรรมชาติ ทางโบสถ็ได้ทำการสร้างเชื่อมบ่อน้ำกับซุ้มน้ำ เพื่อให้ใช้สำหรับประชาชนที่ต้องการน้ำศักดิ์สิทธิ์ กลับไปเพื่อเป็นศิริมงคลหรือนำไปฝากญาติพี่น้องโดยทำเป็นซุ้มมีหลังคาปิด ด้านบนด้วย บ่อน้ำเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.30 - 17.00 น.

แม้จะเหนื่อยกับการเดินทาง แน่นอนว่าความเหนื่อยล้าไม่อาจบั่นทอนความรู้สึกของเราได้อย่างแน่นอน การเริ่มต้นค้นหาสิ่งใหม่ๆย่อมช่วยจรรโลงสมอง และความเป็นมนุษย์ของเราได้เป็นอย่างดี
Read more

กราซ เสน่ห์ไวน์และหมู่ปราสาท

ออสเตรีย เป็นประเทศที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวอันดับต้นๆของยุโรป แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ แค่ประเทศเพื่อนบ้านก็นับว่าหรูสุดๆแล้วหล่ะ





กราซ (Graz) คือหนึ่งในเมืองที่ผู้เขียนอยากไปเยือนสักครั้งเหมือนกัน เพราะเพียงแค่ได้ดูการรีวิวของคนที่เคยไปเที่ยวมา แล้วนำมาแบ่งปันให้คนอื่นๆบ้าง บอกตามตรงนะว่ากำลังอิจฉาขั้นรุนแรงเลยหล่ะ ในฝจก็คิดแต่ว่าเมื่อไหร่กันนะเราจะมีโอกาสเหมือนเขาบ้าง...

คุณจะเชื่อหรือเปล่าว่า กราซ นั้นถือว่าหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ด้วยความงดงามตระการตา และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ กราซ (Graz) คงเป็นสมเหตุสมผลนะ ว่าทำไมเราถึงมายืนอยู่ ณ เมืองนี้เสียแล้ว





เราเริ่มต้นเดินทางท่องเที่ยวกันที่ สวนงานปั้นออสเตรีย (Austrian Sculpture Park) ด้วยพื้นที่กว่า 7 เฮคแตร์ นี่เองที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับความสวยงามของสระบัว เขาวงกต ไปจนสวนกุหลาบที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง หลังจากที่เดินวนเวียนหลงอยู่ในเขาวงกตมานาน เราก็หนีออกมาได้เสียทีค่ะ







แน่นอนว่ามาออสเตรียคุณจะไม่พลาดชมเมืองที่มีสไตล์ยุคกลาง และชมหอนาฬิกาที่อยู่บนยอดเขา สถานที่ที่ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองกราซอีกด้วยค่ะ





สุดท้ายเราก็ตรงดิ่งไปยัง ปราสาท Riegersburg ปราสาทโบราณที่มีอายุมากกว่า 850 ปี เมื่อมองลงมาจากตัวปราสาท คุณจะตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์อันน่าพิศวงของหุบเขาและผืนป่าที่อยู่ เบื้องล่าง ชมไร่องุ่นที่ทอดตัวอยู่ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา
Read more

Saturday, July 3, 2010

ห้วยห่ายหลัว ดินแดนสุดมหัศจรรย์เหนือพรรณนา

ห้วยห่ายหลัว หรือ ห้วยหอยสังข์ (Hailuogou Glacier Park) เป็นวนอุทยานธารน้ำแข็งแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในอำเภอหลูติ้ง (Luding) แคว้นปกครองตนเองชนชาติทิเบตกานจือ มณฑลเสฉวน ห่างจากนครเฉิงตู 319 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอคางติ้งซึ่งเป็นเมือง เอกของแคว้นกานจือ 105 กิโลเมตร


ห้วยห่ายหลัว กำเนิดจากลำห้วยที่มีน้ำแข็งเคลื่อนตัวละลาย ณ ลาดเขาด้านตะวันออกของภูเขาก้งก่า ภูเขาก้งก่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 7,556 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเทือกเขา เหิงต้วน ห้วยห่ายหลัวไหลจากทางตะวันตกเฉียงใต้สู่ ทางตะวันออกเฉียงเหนือแล้วไหลเข้าแม่น้ำโม่ซีเหอซึ่ง เป็นสาขาของแม่น้ำต้าตู้เหอ

ลำห้วยนี้ยาว 3,017 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 220 ตารางกิโลเมตร ในวนอุทยานนี้มีทั้งธารน้ำแข็งธรรมชาติ ภูเขาหิมะที่สูงสง่าน้ำพุร้อนที่ร้อนสบาย สัตว์ป่าและพฤกษชาติป่าดงดิบดอกไม้ป่าและสมุนไพร จีนโซนหนาวเป็นต้น

ห้วยห่ายหลัว ถูกนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกแห่งประเทศจีน ยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ธารน้ำแข็งที่สวยที่สุดของจีน ที่นี่มีน้ำพุร้อนที่มีแรงเสน่ห์ดึงดูดคู่รักและครอบครัว มีป่าดิบที่คงสภาพดั้งเดิมอย่างดีที่สุด มีป่าธรรมชาติมากพอเทียบกับเกาะแทสเมเนียของประเทศ ออสเตรเลีย มีน้ำตกไหลจากเขาสูงและมีขนบธรรมเนียม ประเพณีของชนเผ่าที่แปลกตาน่าสนใจ





ที่นี่มีป่าต้นไม้ใบกว้างแบบสิบสองพันนา มีป่าต้นสนภูเขาแบบภูเขาฉาง ไป๋ซานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าต้นเบิร์ชแบบที่ราบสูงภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีน้ำพุร้อนหลั่งไหลพลั่งพรูออกปรากฏการณ์ธารน้ำแข็ง ภูเขาหิมะและ น้ำพุร้อนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่หาเจอยาก น้ำตกน้ำแข็งในห้วยห่ายหลัวเป็นน้ำตกน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ได้ค้นพบมา ยังเป็นหนึ่งในน้ำตกน้ำแข็งที่มีระดับต่างในการลดลงของน้ำมากที่สุดของโลก ด้วย

เมื่อได้เห็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่คุณจะรู้สึกปลื้มปิติยินดีเป็นอย่าง ยิ่ง เสมือนดั่งได้พ้นจากความผูกพันธ์ของมนุษย์โลก แล้วเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง และหลงใหลในเสห่น์พิเศษของ น้ำตกน้ำแข็งอย่างลึกซึ้ง

เมืองโม่ซี ในบริเวณห้วยห่ายหลัวชื่อเป็นภาษามุหยา ซึ่งมีความหมายว่าที่พักในเนินเขา มุหยาเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยที่นี่และเคยเจริญรุ่งเรืองในประวัติศาสตร์ บริเวณนี้เป็นเขตย่านรอบตะเข็บในการตั้งถิ่นฐานระหว่างชนชาติทิเบตกับชนชาติ ฮั่น และเป็นเขตรอยต่อระหว่าง เขตเลี้ยงปศุสัตว์กับเขตการเกษตร ในกระบวนการที่ วัฒนธรรมของชาวปศุสัตว์และวัฒนธรรมข้าวชาวฮั่นเกิดความขัดแย้งและผสมกลมกลืน จนได้ยกระดับ และพัฒนาเป็นวัฒนธรรมชายขอบที่มีสีสันเข้มข้น





ชาวพื้นเมืองที่นี่มีชนชาติทิเบต ชนชาติฮั่น ชนชาติโลโลและเผ่ามุหยา เป็นหลักขนบธรรมเนียมต่างๆ เช่นพิธีแต่งงาน พิธีฌา- ปณกิจ เป็นต้น ซึ่งยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมของชนชาติทิเบตไว้

เมื่อยืนอยู่ที่เชิงเขาห้วยห่ายหลัว ชะเง้อมองภูเขาหิมะ ก้งก่าอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่มีหิมะปกคลุงตลอดปี ทำให้เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดซึ้ง พอพระอาทิตย์ส่องแสงยังเขาหิมะ ปรากฏเป็นทิวทัศน์อันแพรวพรายรุ่งโรจน์สุดสายตาสวยงดงามเป็นอย่างยิ่ง บนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งนี้ กลับมีบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิถึง 90 องศา นี่ก็คือค่ายที่พักน้ำพุร้อนหมายเลข 2 ของห้วยห่ายหลัว

นักท่องเที่ยวเข้ามายังพื้นที่เหมือนแดนสวรรค์แห่งนี้สามารถนั่งแช่น้ำพุ ร้อนอย่างสุขสบาย สระน้ำพุที่น้ำใสสีครามนั้น เสมือนทะเลย่อ ส่วนในช่วงฤดูร้อนได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศของโลก

ห้วยห่ายหลัว เป็นกลุ่มธารน้ำแข็งที่มีธารน้ำแข็งลักษณะทะเลมากที่สุดขนาดใหญ่ที่สุด ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรที่ สุดและมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลต่ำมากที่สุดของประเทศจีน โดยมีธารน้ำแข็งใหญ่เล็กทั้งหมด 110 กว่าสาย เมื่อเราเดินอยู่ในป่าดงดิบนี้ ธารน้ำแข็งยังเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากเรา เพราะริมทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงระฟ้าและแมกไม้เขียวขจี


ไม่ว่าไปทางไหนก็มีน้ำพุหวานชุ่มคอทุกที่ น้ำพุเหล่านี้บ้างก็พลั่งพรูจากใต้ดิน บ้างก็เป็นธารน้ำใสๆบ้างก็เป็นน้ำตกที่ไหลลงจากหน้าผา น้ำไหล อย่างเบาๆ ช้าๆ เสมือนม่านที่สานด้วยลูกเพชรพลอยที่สวยงาม แสงแดดสาดสู่น้ำตกน้ำแข็งสีน้ำเงิน สะท้อน แสงสว่างลานตา น้ำแข็งรูปทรงหลากหลายต่างๆ และ “เห็ดน้ำแข็ง” ประกอบ เป็นโลกในนิทานของเด็ก

เมื่อเดินบนธารน้ำแข็ง บนธารน้ำแข็งเต็มไปด้วยก้อน น้ำแข็งเล็กๆ เหมือนลูกกรวดเล็กๆตัวหนักๆมากมาย กรวดน้ำแข็งอันมากมายเหล่านี้ปกพื้นดินที่ลำห้วยอย่างหนาแน่น ห้วยห่ายหลัวมีธารน้ำแข็งใหญ่เล็กมากมาย ธารน้ำแข็งใหญ่ที่สุดคือธารน้ำเข็งหมายเลข 1 ซึ่งปกติ ก็เรียกว่าน้ำตกใหญ่ยาวประมาณ 14 กิโลเมตร

ถ้ามองจากค่ายที่พักหมายเลข 4 จะเห็นน้ำตกกว้าง 1,100 เมตรมีระดับต่างในการลดลงของน้ำถึง 1,080 เมตร น้ำตกน้ำแข็งเสมือนทางช้างเผือกไหลเชี่ยวกรากลงมาจากท้องฟ้า ทิวทัศน์อันมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีในที่ อื่นนี้ หากไม่ได้เห็นกับตา อาจไม่มีคำใดคำหนึ่งสามารถ มาพรรณนาความแปลกประหลาดและความใหญ่โตน่าตื่นตาตื่นใจของน้ำตกนี้ได้ ตอนท้ายของธารน้ำตกน้ำแข็ง ลึกเข้าในป่าประมาณ 6 กิโลเมตร ก่อเกิดทิวทัศน์มหัศจรรย์ที่มีธารน้ำแข็งกับป่าดงสามารถอยู่ร่วมกัน

เมื่อยืนบนค่ายหมายเลข 3 ของห้วยห่ายหลัว ชมอาทิตย์อุทัยที่เหลืองอร่ามงามตา พอแดดกล้าก็สาดแสงแวววาว ตอนค่ำแสงจันทร์อันผุดผ่องสุกใสก่อให้เกิดบรรยากาศ อันบริสุทธิ์เคร่งขรึม ข้อมูล เพิ่มเติม นิตยสารแม่ น้ำโขง
Read more

สัมผัสหิมะบนที่ราบสูงยูนนานที่เมืองเต๋อชิง

เมืองเต๋อชิง ของแคว้นปกครองตนเองชนชาติทิเบตตี๋ชิ่ง เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่เหนือสุดของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน ด้านตะวันตกเชื่อมกับเขตปกครองตนเองทิเบต ด้านตะวันออกติดกับมณฑลเสฉวน เทือกเขานู่ซานที่ยาวแคบและแม่น้ำหลานชางเจียงที่เชี่ยวกราก ขนานกันเป็นแนวยาวจากเหนือลงใต้ ประกอบเป็นภูมิประเทศภูดอยหุบเขาที่มีลักษณะพิเศษ





เต๋อชิง ตั้งอยู่ในทางตะวันออกของแม่น้ำหลานชางเจียง (แม่น้ำโขงตอนบน) ภายในอำเภอมีเขาสูงหุบเหว ภูเขา หิมะ ธารน้ำแข็ง เต็มไปด้วยป่าดงที่หนาทึบ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ อากาศสดชื่น ขนบประเพณี ชนเผ่าทิเบต ลีซอ และนู่ในท้องถิ่นมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจไม่กี่ปีมานี้ เต๋อชิงได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนทั่วไป

ภูมิอากาศที่มีลักษณะพิเศษของเต๋อชิงคือ ฤดูหนาว ที่มีหิมะและน้ำค้างแข็งมาเร็วแต่จากไปช้า จำนวนวันที่มีหิมะตกค่อนข้างมาก ปริมาณหิมะที่ตกก็มากในบางปี หิมะจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่หิมะตกนานที่สุดนั้น จนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไปยังอาจจะมีหิมะปลิวว่อน ฉะนั้นการที่มีโอกาสเจอ “หิมะตกเดือนมิถุนายน” ในเมืองเต๋อชิงก็มิใช่ของแปลก


เนื่องจากภูมิอากาศหนาวจัด หิมะที่ตกจะทับถมบนพื้นดินและไม่ละลายอย่างง่ายๆ ตามทั่วไป ถัวเฉล่ียในแต่ละปีจะมีวันหิมะตก 56 วัน ปีที่ตกมากที่สุดจะมากถึง 101 วัน บางปีที่หิมะตกในปริมาณมาก จำนวนวันที่มีหิมะทับถมจะมากถึง 84 วันต่อปี ทำให้เต๋อชิงเป็น “เมืองหิมะบนที่ราบสูง” สมดังชื่อถ้าหิมะตกหนักเพียงตกแค่คืนเดียวหิมะก็สามารถปกคลุมสิ่งปลูกสร้าง สูงๆต่ำๆในตัวเมือง และพื้นที่แอ่งกระทะระหว่างภูเขา วาดตามองไป จะเห็นเป็นโลกสีเงินขาวโพลนสุดสายตา

เมื่อฤดูหนาวผ่านไปก็จะเป็นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่สั้นมากของเมือง เต๋อชิง เดือนกรกฎาคม สิงหาคมมีอุณหภูมิถัวเฉลี่ย 11-12 องศา สูงสุดก็ประมาณ 17 องศาโดยไม่มีอากาศฤดูร้อนแบบร้อนจัดและชื้นอบอ้าว ผู้คนที่เต๋อชิงต้องห่มผ้านวมและผ้าพรมขน สัตว์เวลานอนตลอดทั้งปี ชาวทิเบต ชาวลิซอ และชาวนู่ ในท้องถิ่น





ไม่่ว่าหญิงชายจะสวมเสื้อคลุมยาว ผูกผ้ารัด เอวตลอดเวลา ต้องรับประทานชาเนย เนื้อวัว เนื้อแพะและเนื้อแกะที่ให้แคลอรีสูง เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมด้านอากาศของที่ราบสูง ในฤดูฝนพอฝนหยุดท้องฟ้าปลอดโปร่ง เดินเล่นกลางป่าหรือบนทางเล็กๆในชนบท ท่ามกลางอากาศที่สดชื่นและทิวทัศน์ที่ราบสูงอันสวยงามทำให้จิตใจสบายปลอด โปร่งเป็นอย่างยิ่ง





ภูเขาหิมะเหมยหลี่ของเต๋อชิงอยู่ทางตะวันตกของ แม่น้ำหลานชางเจียง ภูเขาหิมะเป็นกลุ่มๆเรียงรายเป็นแนวจากเหนือถึงใต้ในบริเวณหลายสิบกิโลเมตร สันเขาของภูเขาหิมะมียอดเขาหิมะเป็นอันมาก ยอดเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 6,000 เมตรขึ้นไปก็มี 10 กว่าลูก โดยมียอดเขาหิมะข่าเก๋อป๋อ (ยอดเขาราชบุตร)ที่ขาวบริสุทธิ์ เหมือนดั่งก่อขึ้นด้วยหินหยกสูงตะหง่านเสียดฟ้า มีความ สูง 6,740 เมตร





นับว่าเป็นยอดเขาสูงที่สุดของมณฑลยูนนานเชิงเขาเป็นป่าดง เต็มไปด้วยต้นสนหิมะและต้นฉำฉาหนาว ที่เขียวขจีทำให้เกิดความเคร่งขรึมและน่าเกรงขามท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบ สงัด ชาวทิเบตในท้องถิ่นเคารพนับถือยอดเขาหิมะข่าเก๋อป๋อเป็น “เขาเทวดา” และ “เทพ เจ้าแห่งภูเขาหิมะ” ข้อมูลเพิ่มเติม นิตยสารแม่น้ำโขง
Read more

“สวรรค์บนดิน”ที่ซูโจว ซูโจว

ซูโจว เริ่มสร้างเมืองขึ้นเมื่อ 514 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อพ.ศ.29 เป็นเมืองน้ำแห่งบูรพาที่มีประวัตินานกว่า 2500 ปี ตั้งอยู่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน เปรียบเสมือนชาหอมวิเศษกาหนึ่ง ที่ไอชายังระเหยลอยวนโชยกลิ่นหอมจนกระทั่งถึงบัดนี้


ในยุคชุนชิว (ช่วง 770 ปีถึง 476ปีก่อนคริสต์ศักราช) ที่นี่เป็นเมืองหลวงของรัฐหวู มีโบราณสถานมากมายที่อนุรักษ์ไว้ตราบเท่าทุกวันนี้เมืองนี้เริ่มใช้ชื่อซู โจวเมื่อปีค.ศ.589 หรือพ.ศ.1132 ในราชวงศ์สุยจนถึงปัจจุบัน ซูโจวสร้างเมืองมานาน มีขนาดใหญ่ การคมนาคมทางน้ำกับทางบกควบคู่กัน สายน้ำกับถนนในตลาดเคียงคู่กัน ตัวเมืองเก่ายังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิมจวบจนทุกวันนี้ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่ปรากฏทั้งในและนอกประเทศจีน







อุทยานสวนบ้านซูโจว สวยเป็นเอกในปฐพี ถูกจัดเข้าสู่รายชื่อมรดกวัฒนธรรมโลกแล้ว ในอุทยานลือชื่อทั้ง 4 แห่งของประเทศจีน ซูโจวก็มี 2 แห่ง คืออุทยานบ้านจัวเจิ้งหยวนและอุทยานบ้านหลิวหยวน ส่วนหู่ชิว หรือ เนินเสือ ขึ้นชื่อว่า “ทัศนียภาพชื่อดังอันดับหนึ่งในรัฐหวู” เป็นทิวทัศน์ที่มีวัฒนธรรมสั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน กลายเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่มาซูโจวต้องไปชม





นอกเมืองซูโจวมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ริมทะเลสาบไท่หูมีผาหลิงแหยน เนินเขาเทียนผิง เทียนฉือเป็นต้น ประกอบเป็นทิวทัศน์สีสันภูดอยกับทะเลสาบที่มีเอกลักษณ์แห่งลุ่มแม่น้ำแยงซี เกียงตอนล่าง





ซูโจวมีทั้งความสวยงามของอุทยาน มีความโดดเด่นทางภูดอยหนองบึง วิวธรรมชาติกับทิวทัศน์แห่งวัฒนธรรมมนุษย์ผสมผสานกลมกลืน รวมทั้งบทกวีคำกลอนที่บรรดานักปราชญ์ประพันธ์ขึ้นเพื่อพรรณนาชื่นชม ทำให้ซูโจวกลายเป็น “สวรรค์บนดิน” อย่างสมชื่อ ข้อมูลเพิ่มเติม นิตยสารแม่น้ำโขง
Read more

MENU



คุยกันถูกคอก็แบบนี้หล่ะ

ShoutMix chat widget