Al Majlis Moroccan Tea Room (อัลล์ มาฮ์จิส) คือที่ๆ เราอยาก Recommend เป็นที่สุด ร้านตั้งอยู่ใน ซ.เอกมัย 12 บริเวณเดียวกับประดู่สปา ที่นี่เป็นทีรูมสไตล์โมเดิร์นโมร็อกโค ตกแต่งแบบโมร็อกเคิลผสมอังกฤษ และตะวันออกกลาง
ภายในมีผ้าม่านสีขาวผืนใหญ่แต่งคล้ายกับกระโจมกลางทะเลทราย โดดเด่นด้วยแชนเดอเลียร์ห้อยระย้า แอบเก๋ด้วยหมอนอิงสีสดใสบนโซฟาบุนวมขนาดใหญ่ ดูหรูหราแต่สบายตา ถ้าค่ำๆ หน่อยก็ย้ายไปนั่งชิลล์กลางสวนด้านนอก ได้กินลมชมบรรยากาศร่มรื่น แถมยังมี Bean Bag นุ่มๆ ให้นั่งเอกเขนกเอนกายไปพร้อมกับได้จิบน้ำชารสเลิศ
พูดถึงเรื่องชา ที่นี่มีชาโฮมเมดนำเข้าจากอังกฤษ อย่างเช่น Earl Grey (พ็อตละ 80 บาท) ซึ่งมีความหอมอยู่ในใบชาและรสชาติเข้มข้น มีให้เลือกหลากหลายกลิ่นด้วยค่ะ เสิร์ฟมาในชุดน้ำชาสุดคลาสสิค ยิ่งถ้าได้ทานคู่กับ Al Majlis Cake (105 บาท) เค้กอร่อยสไตล์อัลล์ มาฮ์จิส เนื้อชิฟฟ่อนเค้กและครีมหอมมัน แถมด้วยเนื้อผลไม้รสเปรี้ยวตัดความหวานเลี่ยนได้เป็นอย่างดี
ถ้ามีโอกาสมาในวันเสาร์ ขอแนะนำ High-Tea Set (ท่านละ 350 บาท) ที่จัดมาเป็นเซ็ตบุฟเฟ่ต์ ประกอบด้วยขนมเค้กหลากชนิด สโคน และของว่างชิ้นพอดีคำ หรือจะเลือกทานของว่างอย่าง Tuna Melt (120 บาท) ปลาทูน่าบนขนมปังบาแก๊ตราดชีส ทานเคียงกับสลัดผัก นอกจากนี้ยังมีเมนูทานง่ายๆ ให้ลองชิมอีกเพียบ
หลังจากได้นั่งจิบชาหอมกรุ่น ไปพร้อมกับละเลียดบรรยากาศอันแสนสบายพักใหญ่ ก็ถึงเวลาที่เราขอตัวลา Al Majlis Moroccan Tea Room & Wine Bar แห่งนี้ก่อน ไว้มีโอกาสคราวหน้าจะชวนหวานใจมานั่งสวีท จิบไวน์ด้วยกันดีกว่า
ที่ตั้ง : 83/8 ประดู่สปาคลับ เอกมัย ซ. 12 (ซ.เจริญใจ) ถ.สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร : 0-2392-2345
เว็บไซต์ : www.almajlis-tearoom.com
เปิดบริการ : 16.30 - 01.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ราคาต่อท่าน(โดยประมาณ) : 200 บาทขึ้นไป ข้อมูลเพิ่มเติม Bkkmenu
Monday, June 21, 2010
หอมไออุ่นชาที่ อัลล์ มาฮ์จิส
เที่ยวสุขใจไปกับ 100 สถานที่บอกรัก ตอน ไร่ทิวลิป บ้านน้ำเพียงดิน
ภาพประกอบทาง Internet
ไร่ทิวลิป บ้านน้ำเพียงดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ กับการที่ไม่ต้องเสียเวลาเสียสตางค์ไปไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ หากคุณอยากบอกรักท่ามกลางทุ่งทิวลิป เพียงเกือบๆ 4ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ
คุณก็สามารถทำให้ช่วงเวลาในวันพักผ่อนเป็นวันที่โรแมนติกได้ง่ายๆ ดอกทิวลิปที่มีน้ำค้างคอยห่อหุ้ม ตั้งแถวทอดยาวเหมือนรอการเปิดตัวอย่างน่าประทับใจให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชม
อยากให้คุณและคู่รักจินตนาการถึงภาพของคุณทั้งสองถูกโอบล้อมด้วยสายหมอกจางๆ และเบื้องหน้าคือดอกทิวลิปหลากหลายสีสันที่พร้อมใจกันชูคอขึ้นมาเหมือนอยาก รู้ว่าคุณทั้งสองคุยอะไรกัน อย่าให้ทิวลิปเหล่านั้นต้องผิดหวังกับการรอคอย ใช้ช่วงเวลานี้บอกคู่รักของคุณ ว่าคุณรักและรู้สึกต่อเขาหรือเธอเช่นไร
ไร่ทิวลิป บ้านน้ำเพียงดิน เพชรบูรณ์ เป็นแปลงดอกทิวลิปที่ถูกปลูกขึ้นโดยการจัดการของผู้บริหารในพื้นที่ เพื่อเพิ่มตัวเลือกทางการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจและ อยากรับชมพันธุ์ไม้ต่างประเทศ นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวอีกด้วย
ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปเยี่อมเยือนสถานที่แห่งนี้ คือช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงช่วงต้นเดือนมกราคมไม่เกินวันที่ 10 เพราะที่นี่จะมีการจัดการปลูกเป็นสองรอบ คือต้นเดือนพฤศจิกายน และต้นเดือนธันวาคม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามนานที่สุด
การเดินทาง ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางขึ้นภูทับเบิก อ.หล่มเก่า ขึ้นไปประมาณ 11 กิโลเมตร อ.บ้านน้ำเพียงดิน ตั้งอยู่ซ้ายมือ ถนนเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขาและลาดชัน ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังระหว่างขับขี่
สถานที่แห่งนี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางขึ้นไป แต่นักท่องเที่ยวสามารถว่าจ้างรถกระบะใน อ.หล่มเก่า ให้ขึ้นไปส่งได้ ราคาอยู่ที่ 600 บาทสำหรับการเดินทางไปชมทิวลิปที่บ้านน้ำเพียงดิน และ 1,200 บาทสำหรับภูทับเบิก
ข้อมูลเพิ่มเติม Romanticproposalinthailan
ธรรมชาติแห่งพฤกษศาสตร์ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์
อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เดิมชื่อ สวนเฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมด 467 ไร่ ห่างจากใจกลางเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 12 กิโลเมตร
หลังจากที่งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ได้จบลงแล้วด้วยความสวยงามและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง มียอดจำนวนผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 3,848,791 คน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 2 ล้านคน ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมการจัดงานตลอดจนองค์กร ระหว่างประเทศต่างก็แสดงความประทับใจและชื่นชมกับความสำเร็จของคนไทย
ในการจัดงานครั้งนี้คณะกรรมการของสมาคมพืชสวนโลกหรือ AIPH ได้มีมติเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ในการมอบเหรียญทองให้กับรัฐบาลไทยที่สามารถจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกได้อย่าง ยอดเยี่ยมมีความสมบูรณ์ที่สุด ในการจัดงานระดับ A1 อย่างที่ไม่เคยมีประเทศใดจัดได้เช่นนี้มาก่อน รางวัลเหรียญทองดังกล่าวมีการมอบในเดือนกันยายน 2550 ณ ประเทศอังกฤษ
เมื่องานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 สิ้นสุดลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมวิชาการเกษตร) ได้มีคำสั่งจัดตั้ง "สำนัก บริหารโครงการสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549" ให้ดำเนินการดูแลและบำรุงสวน เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2550 ต่อมา มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติ เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจการบริหารจัดการสวนเฉลิมพระเกียรติไปให้กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ที่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ จัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตร ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านอื่นๆ ดำเนินการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนทางด้านการเกษตรและวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรและอนุรักษ์พันธุ์พืช อันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน
โดยมีภารกิจหลักคือ
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฏีใหม่
เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร และการอนุรักษ์พันธุ์พืช
จัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านอื่นๆ
ให้บริการด้านการท่องเที่ยว การผักผ่อนการเกษตร และวัฒนธรรม
ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า "เป็นศูนย์เรียนรู้พฤกษศาสตร์การเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวการเกษตรของไทยที่ มีคุณภาพระดับนานาชาติ"
การเดินทางเข้าชม อุทยานหลวงราชพฤกษ์ โดยรถรับจ้าง หรือรถส่วนตัวได้ดังเส้นทางต่อไปนี้
เส้นทางที่ 1: ขับรถไปตามถนนเชียงใหม่-หางดง (ทางหลวงหมายเลข 108) ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนราชพฤกษ์ อีกประมาณ 4 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2: ขับรถไปตามถนนห้วยแก้ว (ทางหลวงหมายเลข 1004) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนคันคลองชลประทาน (ทางหลวงหมายเลข 121) ไปทางอำเภอหางดง ประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราชพฤกษ์ ประมาณ 2 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังหากท่านต้องการนั่งรถสาธารณะ สามารถขึ้นรถบริการรถสี่ล้อแดงได้ทุกจุด โดยบอกให้ไปส่งที่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ หรือ พืชสวนโลก
อุทยานหลวงราชพฤกษ์
โทรศัพท์ : 053-114195
โทรสาร : 053-114196
เว็บไซต์ : http://www.ratchaphruekgarden.com
ข้อมูลเพิ่มเติม อุทยานหลวงราชพฤกษ์
Saturday, June 19, 2010
หมู่บ้านห้วยตองก๊อ กับวิถีแห่งความเรียบง่าย และสันโดษ
ห้วยตองก๊อ คำว่า “ตองก๊อ” นั้น คือต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใบคล้ายกับต้นตาล ใบใช้ทำหลังคาบ้านเหมือนใบหญ้าคา หมู่บ้านห้วยตองก๊อ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ของต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยก่อตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อพ.ศ. 2332 หรือประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว
ประชากรโดยส่วนใหญ่ เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย สันโดษ ยึดถือประเพณีวัฒนธรรมเป็นสำคัญ อาชีพส่วนใหญ่ทำไร่หมุนเวียน ทำนาขั้นบันได และเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 294 คนหรือจำนวน 48 ครัวเรือน โดย 40 ครัวเรือนนับถือพุทธศาสนา อีก 8 ครัวเรือนที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์
หมู่บ้านห้วยตองก๊อ มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าไม้ใกล้รินห้วยปูลิง สภาพอากาศมีความเย็นเกือบตลอดปีและจะมีความหนาวเย็นที่สุดประมาณเดือน พฤศจิกายน-มกราคม ของทุกปี เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเผชิญกับความหนาวเย็น
กิจกรรมท่องเที่ยวของหมู่บ้านห้วยตองก๊อ ส่วนใหญ่จะเป็น การท่องเที่ยวในเชิงของการเรียนรู้และสัมผัสความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าใน ท่ามกลางธรรมชาติ และ การเรียนรู้และศึกษาภูมิปัญญาชนเผ่า การตีมีด/ตีดาบ/ผ้าทอมือ/การทำนาขั้นบันได/ไร่หมุนเวียน
สำหรับการเดินทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนถึงหมู่บ้าน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นเส้นทางขึ้นเขาลงห้วย เส้นทางที่ท้าทายการขับเคลื่อนรถยนต์ 4 ล้อ
สนใจท่องเที่ยวติดต่อ บ้านห้วยตองก๊อ นายวรกิจ วงศ์ศักดิ์ศรี บ้านเลขที่ 95 ม.7 ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 โทร 08 4372 5516
ข้อมูลเพิ่มเติม สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน
วิวน้ำมหัศจรรย์ที่ หวงกั่วซู่
สำหรับตัวน้ำตกนั้นมีความสูง 74 เมตร กว้าง 81 เมตรอันตระการตา และจุดเด่นของน้ำตกหวงกั่วซู่ คือเป็นน้ำตกที่สามารถชมวิวได้ทั้งจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังน้ำตก เป็นอีกความงามที่ธรรมชาติได้บรรจงไว้ให้
น้ำตกหวงกั่วซู่ ประกอบด้วย 3 อัศจรรย์ คือเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย วิวสวยมหัศจรรย์ชมได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฟองของน้ำใสกระจายดุจดังสำลี ยามกลางวันจะเกิดสีรุ้ง และสายหมอกบางๆ ในยามเย็น น้ำตกมีหลายชั้นจะเป็นน้ำตกซ้อนน้ำตก
นอกจากนั้น น้ำตกแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ ภาพยนต์สุดฮิต ที่ชื่อเรื่องว่า "ไซ อิ๋ว" ซึ่งเป็นภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงของประเทศจีนอีกด้วย
พีค ดิสทริกท์ เส้นทางแห่งธรรมชาติและทิวเขา
ส่วนทางทิศใต้ของ พีค ดิสทริกท์ นั้นนักท่องเที่ยวสามารถเดินไปเรื่อยๆ ริมฝั่งแม่น้ำท่ามกลางทิวเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้และตั้งอยู่ห่างไกลจากเมือง ที่สับสนวุ่นวาย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของพีค ดิสทริกท์มีหน้าที่นำนักท่องเที่ยวในการเดินป่าและมีการให้คำแนะนำที่เป็น ประโยชน์ มีเส้นทางต่าง ๆ ให้เลือก
นับตั้งแต่การเดินทางไกลไปตาม เส้นทางเพ็นนินซูล่า เวย์ หรือเส้นทางเดินทางไกลอื่น ๆ รวมถึงเส้นทางแห่งวิญญาณซึ่งมีตำนานอันน่าสะพรึงกลัว หรือเส้นทางเดินเพื่อชมหมู่บ้านหรือเมืองเล็ก ๆ ในบริเวณนั้น
นักท่องเที่ยวอาจเลือกเยี่ยมชมคฤหาสถ์ที่ยิ่งใหญ่อลังการอย่างคฤหาสถ์ แชทส์เวิร์ธซึ่งมีทั้งพื้นที่ฟาร์มและสนามเด็กเล่นแบบมียางรถให้ปีนเล่น หรือ ถ้ำที่มีหินบลู จอห์น หินงอกและหินย้อย
และยังมีบริการโดยสารเรือ ท่องใต้ภิภพด้วย นอกจากนั้นที่นี่ยังมีกลุ่มหินเป็นรูปวงกลม ปราสาท พิพิธภัณฑ์และโรงสีที่ยังคงใช้งานอยู่ให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจ
นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชิมโอ็ตเค้กรสชาติดั้งเดิมของฮาร์ทิงตัน สติลตัน ดื่มเบียร์พื้นบ้านของที่นี่แล้วตามด้วยพุดดิ้งแสนอร่อยของเบคเวลล์เป็นของ หวาน
พีค ดิสทริกท์ มีที่พักให้เลือกหลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักในฟาร์มเกษตรหรือที่พักแบบหรูที่มีเตียงสี่เสา หรือจะเลือกพักในห้องแบ่งเช่าของครอบครัวหรือจะเลือกที่พักแบบแปลกใหม่ใน คฤหาสถ์แนวเอลิซาบีธันก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับหรือจะเข้ามาพักค้าง คืน พีค ดิสทริกท์ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย และเหมาะสำหรับทุก ๆ คน ข้อมูลเพิ่มเติม Visitbritain
แตะหมอก ชมดาวที่ ดอยหลวงเชียงดาว
แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า บ้านเชียงดาวกำเนิดขึ้นในยุคสมัยใด แต่เรื่องราวของพื้นที่นี้ ก็ได้ปรากฏอยู่ในพงศาวดารต่างๆ เช่น
ในพงศาวดารโยนก ได้อ้างถึงเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน ที่พระยาเม็งรายมหาวีรกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาไทย ซึ่งเสวยราชสมบัติในนครเชียงใหม่ ได้ยกเมืองเชียงดาวให้เป็นบำเหน็จความชอบในราชการสงครามแก่เจ้าไชยสงคราม ราชโอรสองค์ที่ 2
และกล่าวถึงเมืองเชียงดาวอีกครั้งในสมัยพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกอง ทัพเข้ามา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2109 และเมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงตั้งทัพที่บ้านเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเดินทัพเข้าตีเมืองอังวะ
จากหลักฐานต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า เมืองเชียงดาว เป็นเมืองเก่าแก่โบราณ และในช่วงเวลานับเป็นร้อยปีของประวัติศาสตร์ เมืองเชียงดาวก็คงประสบภัยสงคราม ทำให้เมืองร้างไปหลายครั้ง และก่อตั้งขึ้นมาใหม่อีกหลายครั้งเช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่และหัวเมือง อื่นๆ
สำหรับชุมชนเชียงดาวในปัจจุบัน เกิดจากการอพยพครัวเรือนของชาวบ้านใน ต. แม่นะ ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2430 เนื่องจาก พญาพิบาลปรมัตต์โวหาร (อินต๊ะข้อ) หรือ แสน รัตนะคูหา ผู้ค้นพบถ้ำเชียงดาวโดยบังเอิญ จากการถางป่าบริเวณหน้าถ้ำ เพื่อปรับเป็นพื้นที่ทำการเกษตร และได้อพยพครอบครัวของตนไปตั้งถิ่นฐานที่หน้าถ้ำ
ต่อมาชาวบ้านใน ต.แม่นะ หลายครัวเรือน ได้อพยพติดตามไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณดังกล่าวด้วยเกิดเป็นชุมชนใหม่ เรียกขานว่า บ้านถ้ำเชียงดาวตามชื่อของถ้ำ ตราบจนทุกวันนี้
บ้านถ้ำเชียงดาว หรือที่เรียกกันว่า ดอยหลวงเชียงดาว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในเขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 80 กิโลเมตร
ดอยหลวงเชียงดาว เป็นภูเขาหินปูน เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย ที่ทอดตัวในแนวเหนือใต้ เป็นหินปูนเกิดในยุคเพอร์เมียน อายุประมาณ 230 – 250 ล้านปี
ซึ่งทำให้ท้องทะเลที่เคยมีตะกอนทับถมของซากสิ่งมีชีวิต ถูกบีบอัดและยกตัวสูงขึ้นเป็นภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 300 - 2,225 เมตร จากที่ราบริมแม่น้ำถึงยอดดอยหลวงเชียงดาว มีความสูงเป็นอันดับสามของประเทศ ถัดจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก แต่นับได้ว่าเป็นภูเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศไทย
การไหลของน้ำยอดเขาซึมลงใต้ดินสู่ที่ราบเชียงดาวทางทิศตะวันออก ทำให้พื้นหินปูนด้านล่างถูกกัดเซาะ เกิดเป็นโพรงหรือถ้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า ถ้ำ เชียงดาว ซึ่งมีลำห้วยใต้ดินที่มีน้ำไหลอยู่ตลอดทั้งปี เป็นต้นน้ำของลำห้วยน้อยใหญ่หลายสาย ทั้งที่ไหลลงสู่ลำน้ำปิง น้ำแม่แตง และแม่ตอง
ด้วยลักษณะทางธรรมชาติดังกล่าว ทรัพยากรที่พบบนดอยหลวงเชียงดาวจึงมีความหลากหลาย และแตกต่างจากยอดดอยอีกสองแห่ง นักพฤกษศาสตร์เคยสำรวจไว้ว่าดอยหลวงเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ของสภาพป่า มีพรรณไม้ประมาณ 1,800 ชนิด และมีพืชเฉพาะถิ่นจำนวนมาก
ดอยหลวงเชียงดาว มีฤดูกาล 3 ฤดู เช่นเดียวกับท้องที่อื่น ๆ คือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน มีฝนตกชุกที่สุดอุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนแห้งแล้งมากในเดือนมีนาคมถึงเมษายน อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส
ฤดูหนาวจะมีช่วงระยะเวลานานมาก คือ ประมาณ ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม มีอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส สูงสุด 20 องศาเซลเซียสตอนเช้าจะมีหมอกเกาะอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าสวยงามราวหิมะตก ในตอนกลางวันจะมองเห็นทะเลหมอกได้อย่างชัดเจน
ดอยหลวงเชียงดาว ศูนย์ประสานงานกลุ่มรักษ์ดอยหลวง 90 หมู่ 5 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170 โทรศัพท์ : 08 1748 4871 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน
หอมกลิ่นความอร่อยที่ ร้านชั้นขนมหวาน
|
เที่ยวสุขใจกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติสถานีเกษตรหลวง อ่างขาง
ต่อมาจึงทรงมีพระราชดำริว่าพื้นที่นี้มีภูมิอากาศหนาวเย็น มีการปลูกฝิ่นมาก ไม่มีป่าไม้อยู่เลยและสภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนัก ประกอบกับพระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับที่ได้จากการปลูกท้อ พื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ ทดลองวิธีติดตา ต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินจากชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง
จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งประธานมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอก เมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนามว่า “สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”
กิจกรรมท่องเที่ยว “สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”
1.กิจกรรมขี่จักรยาน เส้นทางสำหรับขี่จักรยานเพื่อชมธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวนิยมจะเป็นเส้นทางด้านในสถานีฯ เพราะตลอดเส้นทางจะได้ชมธรรมชาติและแปลงทดลองเกษตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากสถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ แต่หากอยากนำจักรยานคู่ใจขึ้นมาปั่นบนนี้แล้วจะรู้สึกมั่นใจในการขี่มากกว่า ก็ไม่ว่ากัน
2.การดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ที่มีนกมากมายกว่า 1,000 สายพันธุ์ อาทิเช่น Sunbird,นกพญาไฟ และบางส่วนก็เป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยากสถานที่ที่เหมาะสำหรับการ ดูนกบริเวณดอยอ่างขางคือบริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะ (อยู่ด้านขวามือหากขับรถลงมาจากจุดกางเต็นท์ของสถานีฯ),บริเวณรอบๆรีสอร์ท ธรรมชาติอ่างขาง ส่วนด้านในสถานีฯก็จะเป็นจุดเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้านหลังสำนักงานของสถานีฯ
3.การขี่ฬ่อชมธรรมชาติ การขี่ฬ่อก็เป็นวิธีการชมความงามในธรรมชาติภายในสถานีฯได้ดีอีกวิธีหนึ่ง ฬ่อ (สัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา) ซึ่งฬ่อเป็นสัตว์พาหนะที่สำคัญในการเดินทางและขนผลผลิตของชาวเขาในแถบนี้ หากนักท่องเที่ยวสนใจอยากจะลองขี่ฬ่อก็สามารถติดต่อได้ที่สถานีเกษตรหลวง อ่างขาง
4.เดินป่าศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ 2 แห่งด้วยกันแห่งแรกคือ
เส้นทางเดินชมกุหลาบพันปี (Rhododendron)จะอยู่ด้านนอกห่างจากปาก ทางเข้าสถานีฯประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยจุดที่สูงที่สุดคือ เนินพันเก้า ซึ่งมีความสูงถึง 1,928 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าเพื่อขึ้นไปถึงจุดยอดเป็นระยะทาง 500-800 เมตร ซึ่งจะชมความงามของกุหลาบพันปีได้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ส่วนในช่วงเดือนอื่นก็ยังจะมีพันธุ์ไม้แปลกตาให้ได้ชื่นชมอีกเช่นกัน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นเป็นเส้นทาง ที่กำหนดขึ้นบริเวณรอบสถานี ซึ่งมีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางด้วยกันและต้นไม้ที่ปลูกในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้นจะเป็นต้นไม้ ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวันทั้งหมด
โดยจะขอแนะนำเส้นทางทั้งหมดตามลำดับดังนี้
ซอยดงกระถินดอย จะเริ่มต้นเส้นทางบริเวณหลังพระตำหนัก และระยะทางโดยรวมของ เส้นทางนี้ประมาณ 200 เมตร ไม้หลักที่ปลูกจะเป็น ต้นเมเปิ้ลหอม, ต้นกระถินดอย และ ต้นจันทร์ทอง
ซอยสวนป่าผสม เป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องมาจาก ซอยดงกระถินดอย ไม้หลักที่ปลูกจึงเป็นประเภทเดียวกัน ระยะทางซอยนี้ ประมาณ 970 เมตร
ซอยสาม พ.ศ.จะเชื่อมต่อทางมาจากซอยสวนป่าผสม ไม้หลักที่ปลูก นอกจากจะเป็นชนิดเดียวกับ ซอยดงกระถินดอยและซอยสวนป่าผสมแล้ว ไม้อีกชนิด ที่ปลูกเฉพาะเส้นทางนี้ คือ ต้น Zelkova ระยะทางโดยรวมคือ 1,650 เมตร
ซอยสนหนามบน และ ซอยสนหนามล่าง สนหนามจะเป็นไม้หลักที่ปลูก ในสองเส้นทางนี้ ระยะทางของ ซอยสนหนามบนจะประมาณ 730 เมตร ส่วน ซอย สนหนามล่างจะมีระยะทาง 1,100 เมตร
ซอยสนซูงิ เส้นทางนี้จะมีสนซูงิปลูกเป็นไม้หลัก และมีระยะทางโดยรวมประมาณ 330 เมตร
ซอยนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย)จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้จะอยู่ บริเวณด้านหลัง สำนักงานของสถานี จะมีระยะทาง 530 เมตร และจะมีต้นนางพญาเสือโคร่งอยู่ตลอดเส้นทาง
ซอยสวนไผ่ จะเริ่มต้นเส้นทางบริเวณอ่างเก็บน้ำของสถานี ซึ่งมีไผ่หลายชนิดที่ปลูกตลอด เส้นทาง อาทิ ไผ่บงใหญ่, ไผ่ลวก และ ไผ่หมาจู๋ จะมีระยะทาง 670 เมตร
ซอยหุบผาขาวต้นไผ่ จะเป็นไม้หลักที่ปลูกในเส้นทางนี้ และชื่อของซอยนี้จะเรียกตามลักษณะเส้นทางที่ต้องเดินผ่านถ้ำในสถานีที่ชื่อ ถ้ำหุบผาขาว ระยะทางของเส้นทางนี้ ประมาณ 1,100 เมตร
ซอยศูนย์สาธิต การใช้ไม้เริ่มต้นเส้นทางจากด้านหลังศูนย์สาธิตการใช้ไม้สมพรสหวัฒน์ โดยจะผ่านแปลงการบูร แล้วเดินเรื่อยไปจนจดซอยสนหนามล่าง ระยะทาง ประมาณ 450 เมตร
สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สถานีเกษตรหลวงอ่าง ขาง
