Sunday, September 13, 2009
บันทึกนักเดินทางต่างแดน
อร่อยระดับตำนาน "เจริญเวียงโภชนา เป็ดย่างนายสูง"
แนะนำตัวอย่างเป็นทางการกับเปิดเมนู ‘ตำนานร้านอร่อย’ ที่จะแวะเวียนมาพบกับคุณผู้อ่านทุกวันพุธที่สองของเดือน
ประเดิมเปิดตำนานร้านเก่าแก่กันด้วย ร้าน ‘เจริญเวียงโภชนา เป็ดย่างนายสูง’ เดินเข้าถนนเจริญเวียง หรือตรอกซุง เป็นซอยตรงข้ามห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บางรัก ไปเพียงไม่กี่ก้าว คุณก็จะได้พบกับร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ของ ‘นายสูง’ ที่เปิดกิจการมานานกว่า 40 ปี ตั้งโต๊ะและเก้าอี้ไม้เก่าเท่า ๆ กับอายุของร้านไว้รอรับลูกค้า
ครั้งอดีต ก่อนนายสูงจะมีร้านอาหารเป็นของตนเอง เขาเคยทำไร่ ทำสวน แต่เพราะเกิดน้ำท่วมหนัก และตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายสูงตัดสินใจเข้าเป็นลูกจ้างร้านขายเป็ดย่างแห่งหนึ่ง จนอายุราว 40 ปี จึงรวบรวมเงินทุนจำนวนหนึ่งเปิดกิจการเป็นของตนเองในย่าน ตลาดบางรัก
ร้านนี้มี ‘เป็ดย่าง’ เมนูชู โรงที่ต้องเรียกหา นายสูง คัดเฉพาะเป็ดไทย ที่มีความมันน้อย หมักย่างด้วยสูตรลับสุดเด็ด โดยไม่ใส่สี เป็ดย่างที่ได้จึงมีหนังสีแดงน้ำตาลธรรมชาติ ส่วนเนื้อของเป็ดเมื่อถูกน้ำราดซึมเข้าไปจนฉ่ำ ก็พร้อมตักใส่ปากเคี้ยวนุ่มกลมกล่อม
นอกจากเป็ดย่างจานอร่อยนี้จะขายได้ทั้งแบบจาน หรือใครจะสั่งซื้อทั้งตัวก็ยังได้ ร้านของนายสูง ยังมีเมนูเป็ดอีกหลายชนิด อาทิ เป็ดตุ๋นยาจีน เป็ดตุ๋นฟัก และเมนูหารับประทานยาก อย่าง ขาเป็ดพันไส้ หรือมังกรซ่อนเล็บ ที่ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงเที่ยงวัน
เมนูหมูก็ไม่น้อยหน้า มีทั้ง ซี่โครงหมูย่าง หมูย่าง ขาหมูยัดไส้หรือแฮมกวางตุ้ง และหมูแดง ที่ลูกค้าชื่นชอบสั่งทานกับเกี๊ยวน้ำ ส่วนเมนูถูกใจลูกค้านอกจากเป็ด และหมู ยังมี โกยซีหมี่ ทอดมันกุ้ง ขนมจีบธัญญาพืชสูตรดั้งเดิมที่ไม่ใส่น้ำมันให้เลี่ยนเอียน
บอกเล่าตำนานกันมาขนาดนี้ ใครอยากลิ้มลองก็แวะไปได้ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน
หรือโทรสอบถามเส้นทางได้ที่ 0-2235-1088 หรือ 08-6771-7135 ราคาอาหารย่อมเยาเริ่มตั้งแต่ 15 – 300 บาท
ข้อมูล http://www.dailynews.co.th/
ซินยอร์ ปิโก้ 14 ปี ไม่มีเหงา
แต่ถ้าเมื่อเป็นร้านอาหาร นั่นแสดงให้เห็นถึงความเก๋า แล้วถ้ายิ่งไม่ปล่อยให้หยุดอยู่แค่แบบเดิมๆ จึงทำให้ ซินยอร์ ปิโก้ ร้านอาหารสไตล์เม็กซิกัน มีผู้คนหมุนเวียนสับเปลี่ยนเพื่อที่จะได้สัมผัสเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร แต่อาจต่างสไตล์ตามช่วงเวลา
ความโดดเด่นของซินยอร์ ปิโก้ ยกให้นับตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อไปถึงร้านที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของโรงแรมแรมแบรนดท์ ซอยสุขุมวิท 18 เพราะทิ้งการจราจรและฝูงชนไว้เบื้องหลัง มาอยู่ท่ามกลางสีสันแบบเม็กซิกัน
ซึ่งความเป็นเม็กซิกันในความคิดเพนฟิ่นนั้น ให้นึกถึงทั้งทุ่งหญ้าบวกกับทะเลทราย ที่มีแต่ต้นกระบองเพชร งานศิลป์สไตล์เม็กซิกันเลยมีทั้งความร้อนแรง ร่าเริง แต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรมชาติ แล้วยิ่งชนในชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ภาษาสเปน คงยิ่งทำให้วัฒนธรรมแห่งความรื่นเริงเต็มอยู่บนความเป็นเม็กซิกันนี้
เจ้าของโรงแรมแรมแบรนดท์ที่รักการเดินทาง เมื่อไปพบกับร้าน ซินยอร์ ปิโก้ ในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา จึงติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์เพื่อมาเปิดที่โรงแรมแห่งนี้ แต่ปัจจุบันซินยอร์ ปิโก้ ในแอลเอ ได้ปิดกิจการไปแล้ว ดังนั้นจึงเหลือเพียงที่กรุงเทพฯ นี่แหละให้ได้สนุกสนาน และอิ่มอร่อยแบบเม็กซิกัน
อาหารที่เน้นเนื้อ ปลา กุ้ง ไก่ ปรุงรสโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรสชาติเดิมๆ ของเนื้อสัตว์เหล่านี้ไปมากนัก เพื่อยังให้คงความหวาน และถ่ายทอดกลิ่นเนื้อสัตว์แต่ละชนิดออกมาได้เต็มที่ เพียงแต่เพิ่มเครื่องเทศ เครื่องปรุง และพวกพริกต่างๆ ที่เป็นแบบเม็กซิกัน ที่ก็มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปจากพริกขี้หนูของไทยที่เคยคุ้น รสเผ็ดนั้นออกแนวร้อนแรงแต่เพียงชั่ววูบ
ความนุ่มลิ้นนั้นยกให้จานเนื้อวัว ที่มีชื่อจำยากว่า ฟาจิตาส เนื้อชั้นเยี่ยม ปรุงด้วยความสุกพอดี มีซอสนานาชนิด หรือจะรับประทานคู่กับข้าวหุงที่ใส่เครื่องเทศ ก็ทำให้อิ่มอร่อยรองท้อง...เพื่อราตรีที่ยังอีกยืดยาว สำหรับอาหารที่นี่จะเป็นจานใหญ่ อาจจะเลือกสั่งแล้วมาแลกเปลี่ยนลองชิมกันก็ได้
จบเรื่องอาหารแล้วไปต่อกันที่เครื่องดื่ม ของแท้ก็ต้องเป็น เตกีลา ซึ่งถ้าหากชีวิตสับสนมาทั้งวันจนไม่รู้จะเรียงความคิดอย่างไหนก่อนหลัง ลองพบกับเครื่องดื่มชนิดนี้โดยที่ไม่ต้องมีอย่างอื่นปรุงแต่ง เพียงรินจากขวด มีเกลือ และมะนาว ก็เป็นวิธีดื่มง่ายๆ ตามสไตล์คนตัวใหญ่ในทวีปอเมริกา แต่กับคนไทยต้องอย่าลืมว่า ความมีสติสำคัญสุด หรือจะเบาะๆ แค่ลองให้รู้ว่าเครื่องดื่มประเภทนี้เป็นอย่างไร ก็ลองสูตรค็อกเทลมีอยู่มากมาย ภายใต้เตกีลาที่เป็นหลัก แต่ก็ระวังหน่อยนะ พี่ต้อยบาร์เทนดี มือหนักเอาการอยู่
ความสดใสร่าเริงแบบเม็กซิกัน หรือละตินนี้ ยังถ่ายทอดชัดเจนด้วยดนตรี และเสียงเพลง เพียงเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น แต่เน้นในเรื่องเครื่องเคาะประกอบจังหวะ และกีตาร์หลักๆ อีกสัก 2 ตัว ได้นักร้องพลังเสียงเป็นเยี่ยม ไม่ว่าเพลงช้า หรือเร็ว ก็ดูมีพลังอยู่ในตัวเอง แค่บรรเลงเริ่มต้นด้วยเพลงช้า แต่ด้วยลีลาช้าแบบละติน ก็ทำให้เราโยกตัวตามได้ไม่ยาก จนเมื่อดนตรีเร่งเร้าจึงเหมือนเชิญชวนให้ได้ไปลองออกสเต็ป ซึ่งวงที่นี่จะเปลี่ยนทุก 6 เดือน จึงเป็นความไม่จำเจหากได้แวะเวียนมา
ผู้ที่เต้นจังหวะละตินไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวลไป เมื่อมาที่ซินยอร์ ปิโก้ ขอเพียงแค่ให้มีใจว่าอยากจะลองดูสักตั้ง ที่นี่ก็มีครูที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมจะผลักดันลีลาเท้าไฟที่ซ่อนอยู่ในตัว ให้ปรากฏออกมา แล้วใครที่มาแล้วไม่มีคู่ของตัวเองมาด้วย ก็ไม่ต้องไปหาใครที่ไหน พนักงานในร้านทุกคนมีความสามารถในเรื่องนี้ นำโดย นางผู้จัดการสาวสวย ที่เมื่อเห็นครั้งแรก ด้วยผิวเข้ม ตาคม เรานึกว่าต้องส่งภาษา ..โอลา ทักทายกันเสียแล้ว แต่นางเป็นคนไทยที่นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องแนะนำอาหารและเครื่อง ดื่มแล้ว การออกสเต็ปของเธอก็ทำให้เราจ้องไม่วางตา
แล้วที่สร้างความรื่นเริงต่อไปได้อีกเมื่อเริ่มดึก พ่อครัวที่ในช่วงหัวค่ำทำอาหารเสิร์ฟกันมือเป็นระวิง ก็แปลงกายมาเป็นหนุ่มบนสเตจอันร้อนเร่า (ภายใต้ชุดพ่อครัวนั่นล่ะ) ออกสเต็ปสุดมันด้วยเพลง อาเซเรเฮ เพลงสเปนที่เคยดังเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองไทย พอได้ยินอีกที มือไม้ก็เต้นตามได้ไม่ยาก ส่วนพ่อครัว (รูปหล่อ) นั้นหรือ ก็ได้เสียงกรี๊ดไปถ้วนหน้า และเพื่อเป็นการฉลองกับที่ปีนี้เป็นปีที่ 14 แล้ว สำหรับซิยอร์ ปิโก้ เลยมีความพิเศษให้กับผู้สั่งเครื่องดื่ม 1 แก้ว แถม 1 แก้ว ไปจนถึงสิ้นเดือนต.ค.นี้
ข้อมูล http://www.posttoday.com/
มิงเกิลส์ ผับ สนุกแบบไทยในผับอังกฤษ
ชีวิตกลางคืนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะถนนราตรีที่คุ้นเคย เมืองหลวงมีแสงสี ดนตรี อาหารอร่อย และเครื่องดื่มแก้วโปรด ในหลากหลายบรรยากาศสำหรับการผ่อนคลาย คืนนี้เปลี่ยนจากบรรยากาศที่คุ้นชิน ไปนั่งฟังเพลงจังหวะสนุกๆที่ มิงเกิลส์ ผับ (Mingles Pub)
มิงเกิลส์ ผับ เคย เป็นที่รู้จักในฐานะผับสไตล์อังกฤษที่โดดเด่นด้วยวอดก้า บาร์ ตามความเชื่อของชาวรัสเซียที่จะหันหลังโยนแก้วข้ามบ่าไปให้แตกโดยถือว่าเป็น การโยนโชคร้ายให้ออกไปจากตัว สำหรับคนไทยไม่ต้องถึงกับหันหลังโยนแค่ขว้างทิ้งเป็นเกมส์สนุกๆ คลายเครียด
การตกแต่งภายในยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ บรรยากาศอบอุ่นสไตล์อังกฤษแต่เพิ่มสีสันและความทันสมัยด้วยโคมไฟสีสันสดใส ขยายพื้นที่เตรียมต้อนรับลมหนาวด้วยมุมกลางแจ้งปูเบาะหนานุ่มในบรรยากาศใต้ แสงเทียน หรือนั่งในมุมส่วนตัวลดระดับเสียงเพลงให้เบาลงสำหรับการพักผ่อนและสนทนา
รายการอาหารยังครบเครื่องด้วยอาหารนานาชาติทั้งอาหารอินเดีย อาหารยุโรป อาหารไทย และฟิวชั่นฟู้ดรสชาติถูกปากคนไทย เติมรสชาติคุ้นลิ้นด้วยแกล้มรสจัดแบบไทย อาทิเช่น หมูมะนาว ยำทะเล
ของว่างมื้อเย็นกินเล่นแบบเบาๆ แนะนำ หอคอยมิงเกิลส์ เลือกอร่อย 3 เมนู จากที่มีให้เลือกกว่า 10 รายการ อาทิเช่น ปีกไก่ทอด สะเต๊ะ นาโช ปอเปี๊ยะทอด แซลมอนบรูเชตต้า หรือสร้างความสนุกตื่นเต้นด้วยอาหารกับเมนู กุ้งเริงไฟ กุ้งย่างกับซอสรสชาติแบบไทยๆ จุดไฟเสิร์ฟถึงโต๊ะ กุ้งสะบึม รสชาติต้มยำแบบไทยๆ เสิร์ฟแบบขลุกขลิกกินง่าย
ถ้าเครื่องดื่มแก้วโปรดคือไวน์ชั้นดีแนะนำสเต๊กทั้งเซอร์ลอยด์ ริบอาย และเทนเดอร์ลอยด์ มีเนื้อออสเตรเลียน แองกัส ในราคา 350-420 บาท/100 กรัม เนื้อยู.เอส. แองกัส ในราคา 450-590 บาท/100 กรัม และเนื้ออาร์เจนติเนียน แองกัส ในราคา 380-480 บาท/100 กรัม
วอดก้า บาร์ ไม่ได้มีสีสันแค่การปาแก้วแต่ยังมีวอดก้าให้เลือกถึง 17 รสชาติ อาทิเช่น สตรอเบอร์รี่ พีช เชอรี่ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ พริกไทย พริก ส้ม พิเศษทุกวันอังคารวอดก้าราคาชอทละ 100 บาท สั่งครบ 10 ชอท แถมฟรีอีก 5 ชอท หรือลองค็อกเทลสูตรพิเศษ มิงเกิลส์ ซันไลท์ และ มิงเกิลส์ สลิง วันศุกร์และวันเสาร์เพิ่มความสนุกสนานโดยมีดีเจจากย่านบันเทิงชื่อดังมาเปิด เพลงจังหวะสนุกๆ ให้ฟัง
มิงเกิลส์ บาร์ อยู่ที่โรงแรมอมารี เอเทรียม เปิดบริการ 18.00-01.00น. โทรศัพท์ 02-718-2000-1
ข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์
บรรยากาศของร้านโดยรวม บอกตรงๆ ว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความสนุกสุดๆ ทุกแมตช์การแข่งขัน เสมือนได้ลุ้นตัวโก่งกันถึงขอบสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ในประเทศอังกฤษกันจริงๆ
ร้านจะแบ่งเป็น 2 โซน เปิดต้อนรับด้วยโซนเอาต์ดอร์ ที่กระตุ้นต่อมเร้าใจให้ป่วนปั่นมากยิ่งขึ้นด้วยการชมความมันส์แบบไร้ขีด จำกัดของการแข่งขันฟุตบอลแต่ละแมตช์จากจอโปรเจกเตอร์ใหญ่ยักษ์ แว่วมาว่าเพื่อเอาใจคอบอลที่ชอบความสะใจในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มขนาดจอให้ใหญ่ กว่าเดิมอีกแน่ะ!
เมื่อก้าวสู่ภายในร้านยิ่งตอกย้ำความเป็นสาวกผีแดงขนานแท้ ที่นอกจากจะเน้นการตกแต่งด้วยสีแดง-ดำ ซึ่งของตกแต่งล้วนอิมพอร์ตมาจากโอลด์แทรฟฟอร์ดแล้ว แต่ละมุมยังโชว์เสื้อพร้อมลายเซ็นของเหล่าขุนพลดาวดังแห่งผีแดงไว้ให้ชมกัน อีกด้วย รวมถึงบนฝาผนังยังแขวนภาพประทับใจแห่งความสำเร็จของทีมแมนยูฯ ตั้งแต่ยุคอดีตไล่ไปถึงปัจจุบันให้ได้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่ม ที่สำคัญยังมีของพรีเมียร์ในราคาสุดพิเศษไว้เอาใจสาวกผีแดงให้ได้ซื้อหากลับ บ้านกันอีกเพียบ!
และไม่ว่าจะนั่งมุมไหนของร้าน คุณก็จะไม่มีทางพลาดแมตช์สำคัญ เพราะสามารถชมการแข่งขันได้จาก LCD ที่ติดตั้งอยู่ทั่วร้าน และถ้าใครยกก๊วนใหญ่ๆ มาเชียร์ และอยากเชียร์ทีมโปรดให้สะใจ ทางร้านก็จัดห้องวีไอพีสุดหรู ที่จุคนได้ถึง 15-20 คน เอาไว้คอยท่า โดยไม่ต้องกลัวว่าลีลา และเสียงเชียร์จะไปกวนโสตใคร งานนี้เชียร์ให้สะใจเต็มที่กันไปเลย...เฮอะ เฮอะ!
ถึงแ ม้จะเป็นร้านที่เปิดเอาใจเหล่าสาวกผีแดง แต่ทีมอื่นๆ ก็สามารถมาแจมกันได้อย่างสบายใจ เพราะทางร้านเขายินดีต้อนรับแฟนบอลทุกทีมอย่างเต็มใจ แถมวันไหนที่ทีมผีแดงถ่ายทอดสด ก็จะมีจออื่นๆ ให้เลือกชมทีมโปรดของตัวเองได้แบบไม่ลำเอียง งานนี้สบายใจได้นะจ๊ะแฟนหงส์แดงทั้งหลาย คริ คริ...!
และเพื่อให้ได้อรรถรสในการเชียร์ มันต้องอาศัยการดวลเบียร์กันไปด้วย และที่ร้านคอบอลแห่งนี้เขาก็มีเบียร์ดีจากทั่วโลกเอาไว้ให้ดื่มด่ำกันชนิด ที่ไม่อั้น จะบอกอย่างไรดีล่ะ... เอาเป็นว่าดริงก์ลิสต์มีไว้เอาใจกันทุกประเภทก็แล้วกัน
ส่วน อาหารก็ไม่ยอมน้อยหน้า มีบริการทั้งอาหารตะวันตก เวสต์เทิร์น อาหารเอเชีย นอกจากนี้ยังมีอาหารมาเลย์และสิงคโปร์ เช่น ข้าวมันไก่, Nasi Lemak, Mee Koreng, Nasi Koreng, Mee Siam และรายการที่ทำให้ต้องกลับมาอีกครั้งแน่ๆ ก็คือ Laksa เอาไว้บริการอีกด้วย
ความสนุกสนานแห่งการเชียร์เพิ่มอีกระดับกับกิจกรรมที่บอกได้เลยว่าคงถูกใจคอ บอลหนุ่มๆ อย่างแน่ๆ นั่นคือการประกวด “Miss She Devil Beauty Contest” สาวสวยสปอร์ตเกิร์ล ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกค่ำคืนวันศุกร์ เพื่อเป็นแอมบาสซาเดอร์แมนเชสเตอร์ไทยแลนด์สุดเซ็กซี่ และในทุกแมตช์การแข่งขันโดยเฉพาะวันที่ทีมปีศาจแดงดวลแข้ง ระหว่างช่วงพักครึ่งจะมีการเบรกด้วยกิจกรรมสนุกๆ พร้อมทั้งแจกของรางวัลให้แฟนบอลที่มาชมการดวลแข้งในค่ำคืนนั้นมากมายทีเดียว
อ้อ! เกือบลืมบอกไป คุณไม่ต้องกังวลว่าถ้าทีมโปรดของคุณดวลแข้งในรอบดึก หรือว่าเช้าตรู่ และจะพลาดชมการแข่งขัน เพราะร้านนี้เขาเปิดเอาใจคอบอลตลอด 24 ชั่วโมงครับท่าน!
ชอบทีมไหนก็เชียร์ทีมนั้น...แต่อย่าบ้าเชียร์กันเสียจนหมดพลัง หรือว่าบ้าพนันกันจนหมดตัว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นพอจบฤดูกาลเมื่อไหร่ แล้วเพิ่งมารู้ตัวว่าไม่น่าเลย ตู... เสียทั้งเงิน ทั้งงาน...ชาวบ้านเขาจะสมน้ำหน้าเอาได้...ฮิฮิ...!
ที่ตั้ง ชั้น 1 โรงแรมเพรสซิเดนท์ พาเลซ สุขุมวิท ซอย 11
เปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชม. โทร. 02-651-2933
ข้อมูล http://www.posttoday.com/
ท่องป่าปิด ชมเมเปิ้ลเปลี่ยนสี ที่ภูกระดึง จ.เลย
อาณาเขตป่าปิดด้านทิศเหนือบนภูกระดึง นอกจากเป็นเขต ป่าอนุรักษ์แล้ว ยังเป็นที่รวมของลำธารเล็กๆ หลายสาย ซึ่งไหลผ่านผืนป่าแห่งนี้ ก่อเกิดเป็นน้ำตกน้อยใหญ่สวยงาม หลายแห่ง
และริมลำธารเหล่าเป็นถิ่นของต้นเมเปิ้ล ที่ ทุกฤดูหนาวจะพากันเปลี่ยนสีใบเป็นสีแดงสด บ้างก็ ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เป็นภาพที่งดงามที่สุด โดยเฉพาะต้น เมเปิ้ลที่อยู่หน้าน้ำตกขุนพอง ซึ่งต้องขออนุญาตก่อนเข้าไป เที่ยวชม
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: ช่วงเวลาเช้าราว 08.00 - 10.00 น.
ฤดูกาลที่ดีที่สุด: เดือนธันวาคม
จุดชมวิวที่ดีที่สุด: บริเวณน้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกผาน้ำผ่า น้ำตกขุนพอง
เส้นทางการเดินทาง จาก จ.เลย ใช้ทางหลวง หมายเลข 201 ผ่าน อ.วังสะพุง ถึง อ.ภูกระดึง แยกขวาเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เดินเท้าขึ้นภูใช้เวลาราว 3-4 ชั่วโมง ควรมีเวลา 1 วัน ในการเที่ยวป่าปิด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อที่ ททท.สำนักงานเลย
โทร. 042 812 812
ตามรอยเสด็จฯ เมืองตราด 136 ปี ประพาสเกาะช้าง
หากย้อนประวัติศาสตร์กลับไปสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2447-2449 เมืองตราดถูกฝรั่งเศสยึดครอง พระองค์ทรงดำเนินวิเทโศบายแลกเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ เพื่อรักษาเมืองตราดไว้ และวันที่ 17 มกราคม 2484 ฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองตราดอีกครั้งในสมัยสงครามอินโดจีน กองทัพเรือไทยเข้าต่อสู้ขัดขวางกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญ แม้จะมีกำลังเรือรบและกำลังพลน้อยกว่ามากมายหลายเท่าตัว จนฝ่ายฝรั่งเศสต้องยอมถอยร่นกลับไป
เมื่อลากเส้นแสดงเขตน่านน้ำสากล หากในครั้งนั้นสยามเสียดินแดนเมืองตราดไป อาจไม่มีคำว่าอ่าวไทยในวันนี้... ตลอดรัชสมัยการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2416-2453) พระองค์เสด็จประพาสต้นตามหัวเมืองต่างๆ 24 ครั้ง เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเมืองตราดถึง 12 ครั้ง
ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ภาคีการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในเขตพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง จังหวัดตราด จึงได้จัดงาน ตามรอยเสด็จฯ เมืองตราด 136 ปีที่เกาะช้าง "เกาะช้าง...ดวงใจแห่งบุตรอันเป็นที่รัก" ขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 ณ เกาะช้าง จังหวัดตราด เพื่อร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช
ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กล่าวถึงการจัดงานนี้ว่า "เป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของจังหวัดตราด อันเป็นสถานที่ประพาสของรัชกาลที่ 5 ถึง 12 ครั้ง นำไปสู่จิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมความหลากหลายของกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเป็นงานครั้งสำคั
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การผจญภัยไปกับกิจกรรม Walk Rally ตามรอยเสด็จประพาสน้ำตกธารมะยม เพื่อคัดเลือกเป็น 50 ผู้ร่วมแข่งขันที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้อัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่ง น้ำหน้าพระปรมาภิไธยบนเขาธัชกูด ชมขบวนแห่น้ำศักดิ์สิทธิ์ตามเส้นทางเสด็จประพาสทางเรืออ่าวสลักคอกโดยเรือ มาด (เรือโบราณที่สวยงามและหาดูได้ยาก) ตามเส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่ชาวจังหวัดตราดพร้อมใจกันแต่งชุดไทยสมัย รัชกาลที่ 5 เข้าร่วมขบวนแห่ในพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ณ มณฑลพิธีวัดวัชคามคชทวีป
รวมทั้งชมนิทรรศการ 136 ปีแห่งการเสด็จประพาสเกาะช้างและจังหวัดตราด 12 ครั้ง ภาพประวัติศาสตร์และวัตถุโบราณ เลือกซื้ออาหารพื้นบ้านและของที่ระลึกขึ้นชื่อของจังหวัดตราด และปิดท้ายด้วยการล้อมวงกินข้าวชมการแสดงศิลปะไทยอันตระการตามากมาย ผู้สนใจเดินทางไปร่วมงาน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวท่าโสม โทร. 0-3951-6051-4
ข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/
ชมวิว 360 องศา ณ พระตำหนักเขาค้อ
ไม่ว่าเราจะมาฤดูกาลไหน ๆ พระตำหนักเขาค้อที่ตั้งอยู่บนเนินเขาย่า ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเขาค้อก็เต็มไปด้วยอากาศดี ๆ ให้เราได้สัมผัส มีสายลมวิ่งวนผ่านทิวสนต้นสีทองเสียงดังเสนาะหูรู้สึกได้ถึงความสดชื่น
นอกจากนั้นยังมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างสวยงาม และเป็นบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งด้วยการเดินตามรอยนักรบเขาค้อขึ้นไปพิชิต ยอดเขาย่าเพื่อชมวิว 360 อาศา เมืองเขาค้อหรือ สวิทเซอร์แลนด์เมืองไทย ครับ
อำเภอเขาค้อนั้นเป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์ทางการทหารของเมืองไทยอีกแห่ง หนึ่ง มีภูมิประเทศที่สวยงามเป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขาสูงสลับสับซ้อนมากมาย อากาศเย็นและเต็มไปด้วยหมอกขาวแทบทั้งปี และยิ่งถ้าเป็นในฤดูหนาว
เมืองเขาค้อแห่งนี้จะเต็มไปด้วยทะเลหมอกทั้งเมืองและอากาศหนาวเหน็บเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิทเซอร์แลนด์ของเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หลายแห่ง ให้เราได้เข้าไปเยี่ยมชม
เที่ยวเขาค้อคราวนี้เราพาท่องเมืองเขาค้อกันถึงสามที่สามแบบเราเริ่มด้วยการ ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก เจดีย์ขนาดใหญ่บนเนินเขาสูง จากนั้นขึ้นไปรับอากาศดี ๆ ชมทิวสนต้นสีทองและดอกไม้สวย ๆ ที่พระตำหนักเขาค้อ ส่งท้ายด้วยการเดินตามรอยนักรบเขาค้อพิชิตยอดเขาย่า เพื่อชมวิวสวย ๆ เมืองเขาค้อแบบ 360 องศาครับ
เราเริ่มด้วยการเข้าไปกราบไหว้บูชาพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นองค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่สวยงามและมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพ ศรัทธาของชาวเขาค้อและบุคคลทั่วไป สร้างขึ้นโดยกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยส่วนราชการ พลเรือน และประชาชนชาวไทย ได้ร่วมจัดสร้างน้อมเกล้าถวาย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องใน วโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 เป็นองค์พระมหาเจดีย์ที่มาจากพลังศรัทธาของประชาชนอีกองค์หนึ่งครับ สวยและใหญ่มาก ๆ ทำเป็นสีขาวทั้งองค์
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก มีเอกลักษณ์ที่ผสมผสานสวยงามลงตัว มีการอกแบบให้เป็นศิลปะพุทธสถานทางภาคเหนือ เป็นสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย และรัตนโกสินทร์ประยุกต์ ที่ผนังของฐานด้านล่าง เป็นแบบย่อมุม ไม้สิบสอง ซึ่งมีการใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ฐานชั้นบน มีผนังเป็น 8 เหลี่ยม เป็นลักษณะที่มีการใช้ตั้งแต่ สมัยทวารวดี บริเวณเหนือซุ้มคูหา ตอนบนของ องค์เจดีย์ เป็นกลีบบัวรับองค์ ระฆังทรงกลม แบบสมัย อยุธยา ถัดขึ้นไปตอนบนเป็นบัลลังค์รับบัวกลุ่ม 5 ชั้น ทางคติมีความเชื่อหมายถึงพระเจ้า 5 พระองค์
บริเวณฐานชั้นล่างนี้ มีซุ้มคูหา 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ และบริเวณบาน 8 เหลี่ยม ตอนบนมีซุ้ม คูหาขนาดใหญ่ และเล็กสลับกัน ซึ่งซุ้มคูหาขนาดใหญ่ ภายในเจดีย์ประดิษฐาน พระพุทธรูป 4 ทิศและมีพระพุทธรูปสำคัญของเมืองไทยอีกหลายองค์ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีความสูง 69 หลา เพื่อเป็นนิมิตหมายถึง พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 69 พรรษา ฐานเจดีย์กว้าง 39 หลา หมายถึงปีพุทธศักราช 2539 ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา เป็นองค์เจดีย์ขนาดใหญ่และมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย
หลังจากที่เรากราบไหว้บูชาพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษกแล้วเราก็เดินทางไป ยัง พระตำหนักเขาค้อ ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่บนเนินเขาย่า สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลางประมาณ 1,100 เมตร จัดสร้างโดยบรรดาข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่า
ภายหลังการต่อสู้ด้วยอาวุธกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้รวบรวมทุนทรัพย์ ริเริ่มการก่อสร้าง พระตำหนักเขาค้อ ขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และเป็นที่ทรงงาน และแปรพระราชฐานมาประทับแรม ในวโรกาสที่พระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาตรวจเยี่ยมโครงการตามพระราชดำริ ในพื้นที่เขาค้อ ภายในพระตำหนักประกอบด้วยอาคารเชื่อต่อกันลักษณะรูปวงแหวน มีเรือนข้าราชบริพารเป็นส่วนเชื่อมต่อกับพระตำหนัก อาคารมีลักษณะโค้ง 2 ชั้น
บริเวณด้านหน้าพระตำหนัก มีสวนหย่อม และแปลงไม้ดอกมีลักษณะเป็นวงกลม ณ จุดศูนย์กลางของวงกลมเป็นที่ตั้งของเสาธงมหาราช มีความสูง 60 เมตร บริเวณโดยรอบพระตำหนักเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสวยงามหลากหลายชนิดและแนวต้นสน ป่าที่เรียงรายกันเป็นแนวยาวลำต้นสนมีน้ำยางไหลออกมา ทำให้ลำต้นเป็นสีทองสวยงามเต็มเนินเขาย่า อากาศเย็นสบาย มีลมพัดมาตลอดเวลาเสียงลมพัดผ่านต้นสนเสียงดังแว่วทำให้ผ่อนคลายได้มากที เดียว อากาศบนพระตำหนักจะเย็นตลอดทั้งปี และในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นค่อนข้างมาก
ภายในบริเวณมีร้านค้าสวัสดิการบริการอาหารเครื่องดื่มและมีกาแฟแบบทหารให้ ลองชิมด้วยนอกจากนั้นยังมีบ้านพักทหารม้า บริการให้นักท่องเที่ยวเช่าพัก จำนวน 2 เรือนแถว และมีลานกางเต้นท์บริเวณใกล้กับบ้านพัก การขึ้นไปพักแรมต้องเตรียมเครื่องนอนไปให้พร้อม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่สูง ตอนกลางคืนอากาศหนาวเย็นมาก
หลังจากที่เราชมดอกไม้สวย ๆรับอากาศดี ๆ บริเวณหน้าพระตำหนักเขาค้อแล้ว เราก็เดินขึ้นไปพิชิตยอดเขาย่า เพื่อขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของ อำเภอเขาค้อที่เห็นได้ในระยะไกล แบบ 360 องศา โดยใช้เส้นทางนักรบเขาค้อที่เดินขึ้นไป ยังศูนย์ปฏิบัติการเขาย่า สำหรับผู้ที่เดินพิชิตเขาย่าได้ จะมีใบประกาศเกียรติคุณมอบให้เป็นที่ระลึกเพราะเส้นทางเดินนั้นท้าทายเหลือ เกินครับ เป็นมุม 45 องศาตลอดเส้นทาง ระยะทางประมาณ 770 เมตร ด้านบนยอดเขาย่าในสมัยก่อนนั้นใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ที่ใช้ในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ยอดเขาย่า มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,305 เมตร เลยทีเดียว
ตลอดสองเส้นทางขึ้นไปยอดเขาย่าก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้ป่านานาพันธุ์และต้น ดอกไม้ป่าสีสวยที่กำลังเบ่งบานรับแสงอาทิตย์อวดสีสันกันเต็มผืนป่า เราสามารถใช้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง ทางเดินขึ้นไปท้าทายมาก เพราะทางชันและเป็นทางขึ้นเนินอย่างเดียว คนที่ไม่แข็งแรงหรือว่าเป็นโรคหัวใจหรือว่ามีโรคประจำตัวไม่แนะนำอย่างยิ่ง การเดินเท้าพิชิตยอดเขาย่า เป็นบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ทำให้เรานึกย้อนไปว่าในสมัยก่อนเหล่านักรบเขาค้อเขาต้องมีความอดทนขนาดไหน เพราะต้องเดินขึ้นเดินลงเขาย่าแทบทุกวัน ตลอดเส้นทางก็จะมีประวัติเกี่ยวกับปฏิบัติการต่าง ๆ ในทางทหารที่เขาค้อให้เราได้เรียนรู้ไปด้วย จนไปถึงจุดสุดท้ายก็คือยุทธการผาเมืองเกรียงไกรเป็นอันยึด ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้สำเร็จเราก็เดินถึงยอดเขาย่าพอดี
เมื่อเราถึงยอดเขาย่า เราก็สามารถชมวิวได้โดยรอบ และมองลงมายังพระตำหนักเขาค้อ ด้านล่างได้ทั้งหมด บนยอดเขาย่ามีจุดชมทิวทัศน์เป็นศาลา ชื่อศาลาพระเทพ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้เคยเสด็จขึ้นไป ณ ศาลาแห่งนี้เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ ได้แบบ 360 องศาจริง ๆ สมกับความมุ่งมั่นความเหนื่อยยากและความอดทนของเราจริง ๆ และยิ่งถ้าเราขึ้นมาในยามเช้า ๆเราก็จะมองเห็นเขาค้อเป็นเหมือนสวิทเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยหมอกสีขาวทั้งเมือง อากาศบนยอดเขาย่าเย็นมาก ๆ มีลมพัดค่อนข้างแรง แม้จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศเย็นสบายสุดๆ ครับ
พระตำหนักเขาค้อตั้งอยู่บนเขาย่าเขาที่สูงที่สุดในเข้าค้อ นอกจากจะมีอากาศดี ๆ มีดอกไม่สวยๆ มีกิจกรรมท้าทายในการพิชิตยอดเขาย่า ชมวิวสวยเมืองเขาค้อได้แบบ 360 องศา แล้ว ยั้งตั้งอยู่ในเส้นทางเที่ยวเมืองเขาค้อใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อได้แบบวันเดียวจบครับ อาที เช่น เนินมหัศจรรย์, หอสมุดนานาชาติเขาค้อ, อนุสาวรีย์ผู้เสียสละเขาค้อ, พิพิธภัณฑ์อาวุธ, เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ, น้ำตกศรีดิษฐ์, อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง, สวนสัตว์เปิดเขาค้อ, ไร่บี.เอ็น จากนั้นก็พักผ่อนเอาแรงในที่พักแบบธรรมชาติเนินเขาในเขาค้อก็สบายครับ มีที่พักบริการมากมายหลายแห่ง เที่ยวเมืองเขาค้อรับอากาศดี ๆ กันไห้สบายไปเลยครับทุกท่าน
พระตำหนักเขาค้อตั้งอยู่บนเนินเขาย่า อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ,พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ตั้งอยู่บนทางหมายเลข 2196 บริเวณที่ว่าการอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งสองแห่งเปิดให้
เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 6.00-18.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ หมายเลข 0-5672-2011, 0-5672-1934 การเข้าชมพระตำหนักนั้นต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ทั้งหญิงและชายนะครับและทุกคนต้องสวมใส่รองเท้าผ้าใบเท่านั้น
การเดินทางไป พระตำหนักเขาค้อ การเดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2196 ถึงกิโลเมตรที่ 9 ตรงสี่แยกสะเดาะพงจากสี่แยกสะเดาะพง ใช้เส้นทางหมายเลข 2258 ตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้าย ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ช่วงนี้เส้นทางจะชันมาก ให้ขับรถอย่างระมัดระวัง และจะเจอทางแยกให้รถขึ้นและลงคนละทาง ให้ไปตามทางขึ้นจนถึงประตำหนัก การเดินทาง ขึ้นพระตำหนักเขาค้อ ทางขึ้นเขาค่อนข้างชัน
การขึ้นเขาต้องใช้ ความระมัดระวังมาก และรถที่ใช้ต้องมีสภาพดี เครื่องยนต์กำลังสูง ในพื้นที่จะมีรถโดยสารบริการรับส่งขาขึ้น-ขาลง การเดินทางไปไหว้พระบรมธาตุเจดีย์ เดินทางจากสี่แยกสะเดาะพง ไปตามทางหลวงหมายเลข 2196 ผ่านที่ว่าการอำเภอเขาค้อไป ประมาณ 2 กิโลเมตร จะเห็นพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อยู่ติดถนนด้านขวา
ข้อมูล http://tourthai.tourismthailand.org/
เที่ยวป่ารับฝน ผจญหมอกที่น้ำหนาว...ภูกระดึง
ระยะนี้ฝนกระหน่ำกรุงอยู่หลายรอบ ทำเอาน้ำท่วม รถติดกันไปในหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับในต่างจังหวัด ฝนก็ตกหนักไม่แพ้กัน ถ้าเข้าป่า ชมธรรมชาติ ดูถ้ำผาและน้ำตก ช่วงนี้แทบจะหาแสงแดดกันไม่เจอ แต่ก็ได้บรรยากาศแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝน ต้นไม้ ใบหญ้าเขียวชอุ่ม แถมหมอกลงหนา อากาศหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า 19 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งวัน
ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบที่ว่า ขอชวนไปเที่ยวชมถ้ำงาม นาม ถ้ำใหญ่น้ำหนาว หรือเรียกอีกชื่อว่า ภูน้ำริน ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ติดกับบ้านห้วยลาด หมู่ที่ 5 ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นถ้ำใหญ่ที่มีความงามตามธรรมชาติ มีหินงอก หินย้อย และที่แปลกคือ มีน้ำไหลหรือน้ำรินออก มาจากปากถ้ำ มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ภายในถ้ำมีความลึก 4.5 กม. มีทางเดินเท้าไปตามคูหาต่างๆ ไม่ลำบากมากนัก โดยมีหินงอก หินย้อย และเสาถ้ำ ให้ชมไปตามทางเดิน ไม่มีเบื่อ ถ้ากลัวหลง แนะนำให้ใช้มัคคุเทศก์น้อย เจ้าถิ่น ช่วยนำทาง พร้อมรับฟังเสียงบรรยายเจื้อยแจ้วของหนูน้อย ถึงประวัติความเป็นมาของถ้ำได้อย่างครบถ้วน จะได้เที่ยวแบบมีความรู้กลับบ้าน
ออกจากถ้ำแล้ว โดยทั่วๆ ไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเลือกไปพักค้างแรมที่ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว แต่ครั้งนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปพักที่ศูนย์ประสานงานโครงการฟื้นฟูพัฒนาคุณภาพชีวิตและพื้นที่ต้นน้ำน้ำหนาว (ศปน.) แทน
แม้สถานที่จะเล็กกว่าที่ทำการอุทยาน แต่ที่นี่สามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตของเกษตรท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเยี่ยมชมการทำเกษตรแนวพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลายๆ ชนิดในพื้นที่ทำกิน เพื่อลดความเสี่ยงในการขายพืชผล
นอกจากนี้ ศปน.น้ำหนาว ยังได้จัดทำแปลงเกษตรสาธิตไว้ให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้งาน และเผยแพร่โครงการให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาร่วมศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อเสริม ความรู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีวันดีคืน จากที่ทำแต่ไร่ข้าวโพด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวที ก็ต้องไประดมพลก่อม็อบประท้วงรัฐบาลให้เข้ามารับจำนำที
ถึงวันนี้ ม็อบข้าวโพดก็ยังมีอยู่ แต่เกษตรกรในพื้นที่ที่เริ่มปรับตัวได้ ก็เริ่มถอนตัวออกมาเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตอีกไม่นาน คนในพื้นที่น้ำหนาวและในเขตพื้นที่ใกล้เคียงคงพ้นวังวนของความยากจนได้ใน เร็ววัน
เที่ยวแบบสร้างสรรค์ในพื้นที่น้ำหนาวไปแล้ว ถ้าจะไม่ออกไปเยี่ยมเยียน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสียหน่อยก็กระไรอยู่ เพราะอยู่ใกล้กันแค่ข้ามอำเภอ แต่ถ้ามีเวลาไม่มาก ไม่ได้ตั้งใจไปปีนเขา แนะนำให้ไปชม น้ำตกตาดฮ้อง ก็สวยเกินบรรยายแล้ว
ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ น้ำมากกำลังดี เส้นทางเข้าถึงน้ำตกก็ไม่ได้อันตรายมาก เข้าถึงได้หลายทาง ถ้าใช้เส้นทางที่เชื่อมมาจากทางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มาถึงที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ (หนองผักบุ้ง) อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย
หากจะเดินเท้า วัดระยะทางก็ราวๆ 7 กม. กลับอีก 7 กม. หน้าฝนแบบนี้ พึ่งรถอีแต๊กของชาวบ้านดีที่สุด และมันส์ที่สุด... เกือบตลอดเส้นทางเป็นดินลูกรัง มีถนนลาดยางมาห้อยติ่งไว้ไม่เกินกม. ก่อนถึงน้ำตก ฉะนั้น ฝนตกแบบนี้ก็เป็นธรรมดา ต้องมีน้ำท่วมขัง เกิดหลุม บ่อ ไปตลอดทาง นั่งอีแต๊กไป ก็หัวโยกหัวคลอนไป
ช่วงไหนอีแต๊กขึ้นเนิน เป็นอันรู้กัน ลูกทัวร์ทั้งหลายต้องกระโดดลงกันอุตลุด ถ้าเนินชันไม่มาก กำลังคนขับจัดการได้ คณะลูกทัวร์ก็วิ่งขึ้นเนินไปดักรอขึ้นอีแต๊กข้างหน้า ช่วงไหนเนินชันมากหน่อย คณะลูกทัวร์ต้องช่วยกันเข็นอีแต๊กรวมกับคนขับ เป็นที่ครึกครื้นเฮฮากันไปจนถึงที่หมาย คือ น้ำตกตาดฮ้อง
ซึ่งว่ากันตามภูมิศาสตร์ก็มีที่ตั้งอยู่ใน ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 3 ชั้น เกิดจากลำน้ำพอง ไหลลงมาจากภูกระดึงด้านหุบเขาตะวันตกเฉียงเหนือ สองฝั่งของตาดฮ้องเป็นผาหินสูงชัน เมื่อน้ำตกผ่านผาหินกว้างที่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ จึงทำให้เกิด เสียงดัง เป็นที่มาของชื่อเรียกน้ำตกนั่นเอง
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงยังมี น้ำตกถ้ำค้างคาว เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 10 เมตร น้ำตกเกิดจากห้วยแปก ข้างใต้น้ำตกเป็นโขดหินสวยงาม ติดกับน้ำตกจะมีลักษณะเป็นถ้ำ เรียกว่า ถ้ำคางคาว เยี่ยมชมน้ำตกตาดฮ้องเป็นที่ชื่นอกชื่นใจพอแล้ว ก็ถึงเวลาโดยสารอีแต๊กกลับ เผชิญเส้นทางมันส์... ฮา... กันอีกรอบ ขอย้ำว่า ทริปนี้ไม่มีโหด หรือออกแนวผจญภัยแต่อย่างใด แค่เสื้อผ้า หน้า ผม และสัมภาระติดตัวต้องพร้อมเลอะ เปรอะเปื้อน ชุ่มแฉะรับฝนได้เป็นพอ ไปลองดูแล้วจะติดใจ ใกล้กรุงแค่นี้ เวลาน้อยก็เที่ยวได้เต็มอิ่ม
ข้อมูล http://www.posttoday.com/
ล่องแก่งกลางสายน้ำเชี่ยว "แม่เรวา"
ล่องแก่งกลางสายน้ำเชี่ยว ลำน้ำคดเคี้ยวแห่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ค่ำผิงดาว เช้าชมตะวัน ท่องป่าหน้าฝน สัมผัสชีวิตแห่งธรรมชาติ ล่องแก่งหินเพิง จ.ปราจีน ศักดิ์สุภารีสอร์ท ผู้บุกเบิกการล่อง แก่งหินเพิง ที่พักสบาย อาหาร อร่อย
หาก “น้ำนิ่งไหลลึก” ใช้เปรียบเปรยใจคนที่ยากจะหยั่งถึง “น้ำใสไหลเย็น” คือความชุ่มฉ่ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตและปลอบประโลมจิตใจ “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” คงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากสุภาษิตเตือนใจนักล่องแก่งแห่งแม่เรวา
ลำน้ำสายนี้เดินทางไกลจากโมโกจู ยอดเขาสูงสุดของผืนป่าตะวันตก ถาโถมสู่โตรกผาในนามน้ำตกแม่เรวา ก่อนจะไหลเรื่อยลงสู่ลำน้ำแม่วงก์ ลัดเลาะผ่านโขดหินเกาะแก่งจนเชี่ยวกรากไม่ต่างจากสายน้ำพยศท้าทายนักผจญภัย ที่ไม่กลัวเปียกปอน
สวรรค์...แค่เอื้อม
ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเดินทางข้ามวันข้ามคืน ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงเพื่อที่จะไปถึง แค่นั่งผิวปากชมนกชมไม้สองข้างทาง จากตัวเมืองนครสวรรค์ไปประมาณ 80 กิโลเมตร ผืนป่าธรรมชาติก็ผายมือต้อนรับเราอย่างเป็นกันเอง
ลำห้วยแม่เรวา อยู่ในหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ มว. 4 (แม่เรวา) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร, อำเภอแม่วงก์และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร
“หน่วยแม่เรวา เป็นจุดสกัดหน่วยหนึ่งของอุทยานแม่วงก์ อยู่ฝั่งนครสวรรค์ แต่เผอิญว่าตรงหน่วยนี้มีสถานที่พอจะรับนักท่องเที่ยวได้ ก็เลยเป็นหน่วยใหญ่หน่อย มีการจัดกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยว เช่น การล่องแก่ง เดินป่าศึกษาธรรมชาติ และเส้นทางขี่จักรยาน” จักรเพชร วรรณกูล หัวหน้าหน่วยฯ แม่เรวา ให้ข้อมูล
ว่ากันว่า แม่เรวา เป็นภาษากะเหรี่ยง เพราะลึกเข้าไปในป่าของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีหมู่บ้านกะเหรี่ยงอยู่ "เร" แปลว่า หิน ส่วน "วา" หมายถึง สีขาว "เรวา" จึงแปลตรงตัวว่า "หินขาว" ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้น ลำธารใสสะอาดสามารถมองเห็นหินทรายใต้น้ำได้ถนัด เป็นจุดเด่นของลำน้ำสายนี้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาถนนธงชัย ไหลผ่านป่าธรรมชาติโดยไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรให้แปดเปื้อนสารเคมี
ด้วยความใสบวกกับความคดเคี้ยวของลำห้วยที่ลดหลั่นไปตามแก่งหินในช่วงที่ไหล ผ่านหน่วยแม่เรวา กิจกรรมล่องแก่งจึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมแรงของเจ้าหน้าที่อุทยานฯและ ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นในวันหยุดพักผ่อน และมากกว่านั้นคือความรักและหวงแหนธรรมชาติที่ฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน
ระยะทาง 7- 8 กิโลเมตร กับระดับน้ำพอยืนถึง แก่งแม่เรวานับว่าเป็นสนามประลองที่เหมาะกับนักล่องแก่งทั้งหน้าเก่าหน้า ใหม่ มีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว ซึ่งน้ำจะมากเป็นพิเศษ โดยเปิดให้ล่องแก่งได้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนไปจนถึงกุมภาพันธ์
สำหรับคนที่รอนแรมมาจนถึงสวรรค์บนดินของนครสวรรค์ ที่นี่นอกจากจะเอาใจคนที่หลงใหลความแปรปรวนของสายน้ำ บางทีอาจจะได้เห็นนากเล่นน้ำ กวางน้อย หรือไม่ก็นกยูงที่มาเดินอวดโฉมอยู่ไม่ไกลจากที่พักอีกด้วย
ปราบพยศแม่เรวา
"ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว.." ใครบางคนฮัมเพลง ขณะที่คนอื่นๆ กำลังเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมในตอนบ่ายของวัน มาถึงแม่เรวา ถ้าไม่ได้จับพายท้าทายสายน้ำคงจะเสียเที่ยว เพราะฉะนั้นจะกลัวไปไยกับสายฝน
"พี่เ งิน" กุลยดิษฐ์ ปาเวียง ชายหนุ่มร่างผอมบางผู้วางหมวก อบต.แม่เล่ย์ มาจับพายและจับไมค์เป็นหัวหน้าทีมสำหรับกิจกรรมท่องป่าล่องแก่ง มาพร้อมกับอุปกรณ์เซฟตี้ครบเครื่อง และพาหนะชวนระทึก รถอีแต๊ก ที่ติดเครื่องรอผู้โดยสารอยู่ใกล้บ้านพัก
เขาบอกว่า จุดลงเรืออยู่ลึกเข้าไปในป่าเกือบ 5 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวมีทางเลือกสองทาง คือขี่จักรยานเสือภูเขาเข้าไป หรือไม่ก็นั่งรถอีแต๊กของชาวบ้านซึ่งได้บรรยากาศคนละแบบ
หนทางไปยังจุดลงเรือ เป็นทางลูกรังที่ตัดผ่านป่าโปร่งและเป็นหนึ่งในเส้นทางขี่จักรยานของอุทยานฯ เดิมทีทางนี้เคยใช้สำหรับการชักลากไม้ในยุคของการสัมปทาน พี่เงินเล่าว่าตอนนั้นต้นไม้ถูกตัดไปไม่น้อย ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาร่มครึ้มเหมือนทุก วันนี้
“ตอนหลังพอเริ่มทำกิจกรรมท่องเที่ยวชาวบ้านก็เข้ามามีส่วนร่วม พอเขามีรายได้ ป่ามีคนเข้าออกตลอด การตัดไม้ก็ลดลงไป ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ จากที่เคยกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯกับชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว กลายเป็นว่าหันมาช่วยกันดูแลรักษาป่า”
เสียงเครื่องยนต์ดังแข่งกับเสียงคนนำทาง แต่ยังจับน้ำเสียงแห่งความภูมิใจของเขาได้ วันนี้ป่ากลายเป็นแหล่งทำมาหากินและเป็นจุดหมายของคนที่อยู่ไกลออกไป บนเส้นทางที่เคยใช้สำหรับชักลากไม้ ทุกคนมองไปข้างหน้า หาที่ยึดจับไว้อย่างมั่นคง ต้นไม้สองข้างทางร่มครึ้มแทบไม่เหลือเค้าของการทำลาย
โขยกเขยกอยู่บนทางวิบากไม่นาน เราก็มาถึงจุดลงเรือ แต่ยังก่อน... เจ้าถิ่นเอ่ยปากชวนให้ไปชมสวนสมุนไพรที่อยู่ลึกเข้าไป ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น พื้นที่บริเวณนี้นอกจากจะใช้สำหรับเพาะกล้าไม้และปลูกพืชสมุนไพรแล้ว ยังมีนิทรรศการเล็กๆ อธิบายระบบนิเวศน์ของผืนป่า เป็นอีกจุดหนึ่งที่แนะนำให้นักท่องเที่ยวแวะเข้าไปชมก่อนจะเริ่มต้นกำหนดการ ปราบพยศแม่เรวา
รถอีแต๊กวิ่งฝ่าฝนกลับไปตามเส้นทางเดิม หัวใจดูจะเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคิดว่าต้องล่องแก่งท่ามกลางสายฝน เสื้อชูชีพกระชับอยู่บนตัว มือจับไม้พายไว้มั่น หัวหน้าทีมไม่ลืมแนะนำวิธีการพายเรือคายัคและการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย ในการล่องแก่ง แม้ว่าขณะนั้นทุกคนจะมีสภาพไม่ต่างจากลูก(หมู)ตกน้ำ เพราะฝนที่กระหน่ำมาแบบไม่ปรานีปราศรัย
พี่เงินเดินนำเราลงสู่ลำห้วยแม่เรวา โดยไม่ลืมฝากคำพูดสุดท้ายไว้เตือนใจ “ถ้าเรือล่ม ไม่ต้องตกใจ ปล่อยตัวให้ไหลไปตามน้ำ ทีมงานจะตามไปช่วย หรือง่ายกว่านั้น ก็แค่ลุกขึ้นยืนเพราะน้ำที่นี่ยืนถึง”
มุขนี้เรียกกำลังใจได้อีกโข หลังจากพาตัวเองลงไปในเรือลำน้อย โดยมีฝีพายมืออาชีพคอยคัดท้าย เรือแต่ละลำก็แหวกน้ำไปอย่างช้าๆ มือใหม่มีระยะทางให้ฝึกพายอยู่พอประมาณ ก่อนที่สายน้ำราบเรียบจะเพิ่มดีกรีความแรงและวกวนเมื่อถึงกองหินต่างระดับ
ดูๆ ไปแล้วช่างไม่ต่างจากชีวิต บางครั้งราบเรียบ บางคราวกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ถ้าฝ่าไปไม่ได้ก็อาจล้มคว่ำ ผิดกันก็ตรงที่คนล่องแก่งมักพุ่งเข้าหาอุปสรรคเสมอ และไม่ว่าจะ "ล่ม" หรือ "รอด" เสียงหัวเราะไม่เคยขาดหาย ที่เหลือคือความมุ่งมั่นที่จะพิชิตด่านต่อไป
ตลอดระยะทางเกือบ 8 กิโลเมตรของการล่องแก่งแม่เรวา มีจุดวัดใจและวัดดวงถึง 5 แก่ง ระดับความยากมีตั้งแต่ระดับ 1,2 , 3 และ 3+ ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่นักล่องแก่งว่าไม่ยากมากนัก แต่ก็สนุกสนานเพราะมีแก่งอยู่ตลอดทางและแต่ละแก่งสายน้ำจะแยกออกเป็นหลายสาย ส่วนทัศนียภาพไม่ต้องพูดถึง ในช่วงฟ้าเปิดหากมองขึ้นไปบนเขาจะเห็นจุดชมวิวมออีหืด แต่ในวันฝนพรำ ไอสีขาวจะลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ขณะที่บนภูเขามีหมอกบางๆ คลอเคลีย ราวกับว่าเรือลำน้อยกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน
“ขึ้นได้แล้ว” เสียงใครบางคนดังขัดอารมณ์เมื่อเรือของเรามาสิ้นสุดเส้นทางที่แก่งลานนกยูง แก่งที่เล่าขานว่ามีนกยูงออกมารำแพนหางใช้ชมบ่อยๆ จากจุดนี้ถ้าใครรู้ตัวว่าเป็นมือใหม่เจ้าหน้าที่แนะนำให้ขึ้นฝั่งก่อน แต่ถ้าชอบความท้าทาย แก่งสุดท้ายน้ำจะไหลเร็วและแรงผ่านแก่งหินที่ค่อนข้างชัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการ "ล่ม"
ไม่ใช่กลัว แต่เพราะใกล้มื้อเย็นเต็มที เราเลยรีบกระโจนขึ้นฝั่ง ได้ยินมาว่าค่ำนี้มีอาหารในแบบฉบับคนเดินป่า ข้าวหุงหอมๆ ในกระบอกไม้ไผ่ ไก่กระบอก กับกองไฟเล็กๆ ที่ชาวบ้านเตรียมมาสร้างบรรยากาศแคมปิงให้สมบูรณ์แบบ
ค่ำผิงดาว เช้าชมตะวัน
ผิงดาวเกือบค่อนคืน แม้จะไม่ค่อยอยากตื่นจากที่นอน แต่คำเลื่องลือเรื่องความสวยงามของฉากพระอาทิตย์ขึ้นที่มออีหืด ยั่วใจพอให้มีแรงสลัดผ้าห่ม
ได้ชื่อว่า มออีหืด รู้เลยว่าเส้นทาง 1 กิโลเมตรที่เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าเดินเรื่อยๆ ไม่เกิน 30 นาที คงได้หืดจับกันแน่ๆ
แม้จะเป็นยอดเขาที่ไม่สูงนัก แต่ความชันก็ไม่เป็นรองใคร ดีที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้สวยๆ อากาศสดชื่น เลยได้หอบเอาออกซิเจนเข้าปอดกันไปคนละเฮือกใหญ่
จุดเด่นของมออีหืดคือสามารถมองเห็นวิวได้ทั้งสองด้าน ด้านทิศตะวันตกเป็นจุดชมวิว ส่วนทิศตะวันออกเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวยอดเขาโมโกจู ผืนป่าแม่วงก์ หมู่บ้านและลำห้วยแม่เรวาได้ชัดเจน
ลงจากมออีหืด ถ้าใครยังมีเรี่ยวแรงเหลือ หน่วยแม่เรวายังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้ได้เดินพอเหงื่อซึม แต่ถ้าออกตัวว่าเป็นที่รักการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ แนะนำให้ไปพิสูจน์ความงามของน้ำตกแม่เรวา สายน้ำที่ตกลงมาเป็นชั้นๆ ถึง 5 ชั้น ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างซึ่งมีความกว้างราว 30-40 เมตร ระยะทางจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติถึงน้ำตกประมาณ 21 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าไปกลับ 3-4 วัน ลงทะเบียนทดสอบสมรรถภาพได้ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ
สำหรับชมรมคนรักเสือ (ภูเขา) ที่นี่มีเส้นทางจักรยานไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทดสอบความอึด 3 เส้นทาง เส้นทางแรกมีปลายทางอยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
"เป็นเส้นทางเดียวกับที่จะไปลงเรือล่องแก่ง ที่หน่วยต้นน้ำมีสวนสมุนไพรและกล้าไม้ ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาจะมีกิจกรรมเดินชมธรรมชาติไปชมต้นกะบากใหญ่สองต้น คู่ เรียนรู้เรื่องสมุนไพร โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ" จักรเพชร หัวหน้าหน่วยฯแม่เรวา แนะนำคนที่สนใจเดินป่า
อีกเส้นทางทางหนึ่งคือ ใช้ถนนลาดยางจากหน่วยอุทยานที่แก่งลานนกยูง ไปจนถึงแก่งเกาะใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ใช้เข้าออกอุทยาน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน และถ้าใครเคยชมภาพยนตร์เรื่ององค์บาก สามารถแวะไปชม "เศียรองค์บาก" ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ได้ที่ วัดใหม่แม่เรวา รับรองว่ามีเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้ในภาพยนตร์เลยทีเดียว
สุดท้ายสำหรับเสือขี้เกียจ ขี่จักรยานเล่นเย็นๆ ใจ ละเลียดบรรยากาศภายในอุทยาน ชมผีเสื้อและดอกไม้สวยๆ ริมลำธาร แค่นี้ก็สุขใจเกินพอ...
ถ้าจะบอกว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ เป็นของขวัญสำหรับผู้รักความท้าทาย ก็คงไม่ผิดนัก ...แต่ถ้าถามว่า "แม่เรวา" มัดใจนักเดินทางด้วยสิ่งไหน คำตอบน่าจะอยู่ในน้ำใจของผู้คนที่ช่วยกันดูแลผืนป่าและสายน้ำจนถึงวันนี้
การเดินทาง-ที่พัก
การเดินทางโดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายเอเซีย (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) มุ่งสู่นครสวรรค์ ถึงนครสวรรค์ยังคงใช้เส้นทางสายเอเซียเหมือนเดิม ขับขึ้นไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตรเศษ ถึงแยกหนองเบนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางสาย 1072 ผ่านอำเภอลาดยาว ถึงสี่แยกเขาชนกันให้ตรงไปจนสุดเส้นทางจะถึงหน่วยแม่เรวา รวมระยะทางประมาณ 310 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
กิจกรรมล่องแก่ง ทางอุทยานมีเรือยางพร้อมด้วยทีมงานและอุปกรณ์ไว้บริการ ค่าใช้จ่ายสำหรับล่องแก่งเรือยาง 1,200 บาท/ลำ/เที่ยว นั่งได้ 5 คน เรือคายัค ลำละ 500 บาท/ลำ/เที่ยว นั่งได้ 2 คน บริการรถอีแต๊กส่งถึงจุดลงเรือ ถ้าหากต้องการปั่นเสือภูเขาไปยังจุดลงเรือทางอุทยานก็มีเสือภูเขาไว้บริการ ในราคา 100 บาท/คัน
สำหรับที่พัก หน่วยแม่เรวามีบ้านพัก 2 หลังและมีสถานที่กางเต็นท์และเต็นท์พร้อมเครื่องนอนไว้บริการนักท่องเที่ยว จองบ้านพักได้ที่เว็บไซต์อุทยานแห่งชาติ http://www.dnp.go.th/parkreserve หรือถ้าสนใจพักแบบโฮมสเตย์ก็มีกลุ่มโฮมเสตย์แม่เรวาติดต่อได้ที่ อบต.เงิน- กุลยดิษฐ์ ปาเวียง 08-7848-6895 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์หน่วยแม่เรวา 055-719014, 08-9268-7724
ข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/
นั่งเรือกอนโดลา ชมทะเลเกาะช้างที่บ้านสลักคอก
หลายคนที่เคยมีโอกาสไปเยือนเกาะช้าง แล้วเกิดอาการเบื่อหน่ายกับสภาพความเสื่อมโทรม แต่จริงๆแล้วเกาะแห่งนี้ยังมีอะไรที่น่าค้นหา อย่างที่ "ชุมชนบ้านสลักคอก"...
ใครที่เคยไปเยือนเกาะช้าง จ.ตราด หลายคน อาจบ่นเบื่อกับสภาพความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว หลายๆแห่งที่นั่น บางจุดกำลังจะกลายสภาพเป็นถนนพัฒน์พงศ์ หาดพัทยาและหาดป่าตอง ที่เต็มไปด้วยบาร์เบียร์และสีสันยามราตรี อย่างไรก็ตาม เกาะช้างยังคงมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงมาก
ทั้งการท่องเที่ยว เชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (อพท.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ภายใต้การ กำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญ และเข้ามามีส่วนในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับภาคีต่างๆบนเกาะช้าง ซึ่ง 1 ในผลงานอันโดดเด่นจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน คือชุมชนบ้านสลักคอก ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
อ่าวสลักคอก มีป่าชายเลนผืนใหญ่สุดบนเกาะช้าง พื้นที่ราว 670 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ตัวอ่อน ของสัตว์น้ำต่างๆ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการพังทลายชายฝั่ง ลดความเร็วลมที่จะเข้ามาปะทะฝั่ง ชาวบ้านสลักคอกยึดอาชีพทำประมงพื้นบ้านเป็นหลักและเป็น ชุมชนชาวประมงเพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่บนเกาะช้าง
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่นั่นจะช่วยกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศไว้ได้อย่างดี ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของการท่องเที่ยวในระบบทุนนิยม ชาวบ้านสลักคอกไม่นิยมขายที่ดินให้นายทุนต่างถิ่น แต่ยินดีจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่าย ตามวิถีดั้งเดิม
คุณราชันย์ ภู่ทนิน ผู้จัดการชมรมท่องเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2548 เล่าให้ฟังว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนในระบบสหกรณ์โดยขายหุ้นให้กับชาวบ้านที่สนใจหุ้นละ 100 บาท ปีแรก มีชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิกแค่ 20 คน เพราะส่วนใหญ่ ยังสงสัยว่าจะทำอะไรกัน มีอาชีพประมงดีๆอยู่แล้ว จะเอาเงินไปซื้อเรือคยักมาให้นักท่องเที่ยวพายเรือชมป่าโกงกางทำไม ทั้งๆที่ไม่เห็นจะมีอะไรให้ดู
แต่เมื่อชมรมเริ่มตั้งหลักได้ มีผลการดำเนินงานเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านก็เริ่มหันมาสนใจและให้ความร่วมมือมากขึ้น โดยชมรมได้รณรงค์รักษาความสะอาดตามลำคลอง ป่าชายเลนในหมู่บ้านและสร้างจิตสำนึกของ คนในชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรท้องถิ่นของตน
ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว โดยไม่รับจากภายนอกมาด้านเดียว แต่เป็นการค่อยๆ พัฒนา รูปแบบของตนเอง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน นั่นคือการ "นั่งเรือมาด" หรือที่ นักท่องเที่ยวขนานนามให้ว่า "เรือกอนโดลา (gondola)" แห่งเกาะช้าง ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับเรือกอนโดลา ที่เมืองเวนิสประเทศอิตาลี โดยชมรมฯ ได้รับ การสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ในการสนับสนุนงบประมาณซื้อเรือมาดให้ บริการนักท่องเที่ยวและเป็นพี่เลี้ยงในการประสานการเข้ามามีส่วนร่วมในการ พัฒนา
การให้บริการล่องเรือมี 2 แบบ คือเรือคยักสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยม การท่องเที่ยวแบบผจญภัย นักท่องเที่ยวจะพายเรือไป ตามลำคลองต่างๆ ด้วยตนเอง โดยจะมีการอธิบายเส้นทางพร้อมแจกแผนที่ให้กันหลงและเรือมาดสำหรับนักท่อง เที่ยวที่มาแบบครอบครัว ในเรือมาดจะมีที่นั่งพร้อมทั้งโต๊ะอาหารกลางลำเรือและมีร่มกางกันแดด โดยจะมีคนแจวเรือให้ นักท่องเที่ยวจะได้ชมทัศนียภาพตลอดลำคลองไปจนถึง ปากอ่าวสลักคอก ยิ่งในช่วงเย็นจะเห็นพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งโรแมนติกมาก ทำให้คู่หนุ่มสาวชาวต่างชาตินิยมมา ดินเนอร์มื้อเย็นกันในเรือมาดของที่นี่และพอพลบค่ำ ก็จะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมากส่งแสงวิบวับสวยงาม
เมื่อไปถึงปากอ่าวสลักคอก จะเห็นเกาะอยู่สองเกาะ มีชื่อเรียกว่า "เกาะสลัก" และ "เกาะลิ่ม" คน แจวเรือเล่าตำนานพื้นบ้านให้ฟังว่า "เดิมอ่าวสลักคอก มีหินปิดทางเข้าออกและมีการลงลิ่มไว้ป้องกันหินเลื่อน ออก ต่อมามีช้างชื่อเพชรมาจากบ้านสลักเพชร (ทางตอนใต้ของบ้านสลักคอก) มาดันก้อนหินและลิ่มที่ปิดปากอ่าวขยับออกไป กลายเป็นเกาะสลักและเกาะลิ่ม และยังได้ไปถ่ายมูลไว้ที่หน้าเกาะสลักกลายเป็นกองหินมีชื่อเรียกว่าหินขี้ ช้างในปัจจุบัน
บ้านสลักคอกวันนี้มีนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามา มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถขยายกิจการด้วยการต่อเรือมาดเพิ่ม ปัจจุบันชมรมมีเรือมาดให้บริการ 7 ลำ และเรือคยัก 2 ลำ
สำหรับรายได้ของชมรมฯ ในปีแรก มีผลกำไรประมาณ 100,000 บาทเศษ ในปีที่ 2 ประมาณ 200,000 บาทเศษ และปีที่ 3 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 350,000 บาท แต่ถึงวันนี้ ยังไม่ครบปีก็สามารถทำกำไรเกินเป้าไปเล็กน้อยแล้ว คาดว่าปีนี้ผลประกอบ การอาจสูงถึง 400,000 บาท การก่อตั้งชมรมฯ ทำให้ ชาวบ้านในชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น เพราะมีรายได้มาจาก 3 ทางด้วยกัน
1. รายได้จากการทำประมง
2. รายได้จากเงินปันผลของการลงทุนในการซื้อหุ้นของชมรมฯ
3. รายได้จากการรับจ้างแจวเรือมาดให้กับนักท่องเที่ยว
ทุกวันนี้ชุมชนบ้านสลักคอกยังคงมีการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองไปเรื่อยๆ โดยพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง มิให้ชุมชนเติบโตหรือขยายตัวรวดเร็วเกินไป และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ชาวบ้านสลักคอกมีความคิดที่จะไม่ยอมขายที่ดิน ให้กับนายทุนต่างถิ่นที่เข้ามากว้านซื้ออย่างเด็ดขาดและพยายามรณรงค์ส่ง เสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะระลึกอยู่เสมอว่า ที่นี่คือแผ่นดินเกิดของพวกเขา
สนใจนั่งเรือมาดชมทะเลเกาะช้าง หรืออยากสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวแห่งอื่นๆบนเกาะช้าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวท่าโสม อพท. โทรศัพท์ 0-3951-6051-4 จะได้ความกระจ่างมากขึ้น.
ข้อมูล http://www.thairath.co.th/
